ทอม ดันดี: ตราบเท่าที่เรายังมีกันและกัน

โดย 'มนุษย์ล่องหน'

หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นจากม้านั่งยาวหน้าห้องทันทีที่ประตูห้องพิจารณาคดีเปิดออก เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเครื่องแบบสีกากีควบคุมตัวผู้ต้องหาออกมาจากห้อง เขาเป็นชายวัย 50 ปลายร่างสูงใหญ่ ผมรองทรงสีดอกเลา สวมชุดนักโทษเสื้อแขนสั้นสีส้มและกางเกงขาสั้นสีม่วงคล้ำ เท้าเปลือยเปล่ารีบก้าวไปหาร่างที่ยืนรออยู่ เขายกแขนสองข้างซึ่งสวมกุญแจมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อให้ภรรยาลอดตัวเข้ามาในวงแขน พวกเขากอดกันแน่น รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของคนทั้งสอง

ภาพดังกล่าวยังติดตาตรึงใจฉันมาจนทุกวันนี้ วันที่อดีตนักร้องชื่อดัง ‘ทอม ดันดี’ ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยมี ‘นัน’ ภรรยาสุดที่รักแวะเวียนไปให้กำลังใจอยู่เสมอ

ฉันพบ “อาทอม” กับพี่นันครั้งแรกเมื่อปลายปี 2558 ที่ศาลทหารกรุงเทพ วันนั้นเป็นนัดสืบพยานโจทก์ในคดีมาตรา 112 ที่อาทอมเป็นจำเลย ศาลทหารสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ อาทอมเข้าไปในห้องกับทนายความ อัยการฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นทหาร และองค์คณะตุลาการ ขณะที่พี่นัน ภรรยาได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้อง

คดีของอาทอมเต็มไปด้วยข้อเท็จจริงชวนพิศวง เขาถูกจับกุมครั้งแรก หลังรัฐประหารหนึ่งเดือนคือช่วง มิถุนายน 2557 เนื่องจากการไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. ต่อมาทหารปล่อยให้เขากลับบ้าน และตามไปจับกุมเขาอีกครั้งในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากคลิปการปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงในช่วง พฤศจิกายน 2556

การปราศรัยเกิดขึ้นก่อน คสช.จะยึดอำนาจและประกาศให้คดีมาตรา 112 ต้องขึ้นศาลทหาร แต่อาทอมกลับถูกส่งไปเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลทหาร โดยข้ออ้างว่าคลิปดังกล่าวปรากฏบนยูทูปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2557 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังรัฐประหาร และหลังมีประกาศให้พลเรือนขึ้นศาลทหารแล้ว จึงถือว่าเป็นความผิดที่การกระทำเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อยๆ
 
493

ทอม ดันดี (ภาพอนุเคราะห์โดยคุณนัน)
 
อาทอมถูกควบคุมตัวในคดีมาตรา 112 ระหว่างต่อสู้คดีมาตั้งแต่ 10 กรกฎาคม 2557 กระบวนการยืดเยื้อยาวนาน ฝ่ายโจทก์แถลงขอสืบพยานกว่า 10 ปาก เวลาล่วงเลยมากว่าหนึ่งปีถึงได้เริ่มสืบพยานปากแรกในเดือนสิงหาคม 2558 และยังไม่ทันได้สืบพยานปากที่สอง เรื่องเหนือความคาดหมายก็เกิดขึ้น

19 ตุลาคม 2558 อัยการสั่งฟ้องอาทอมเพิ่มอีกหนึ่งคดี ในข้อหามาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เหมือนเดิม จากคลิปการปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงอีกคลิปหนึ่งเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2556 แต่คดีนี้ไปฟ้องที่ศาลอาญา เพราะคลิปปรากฏบนยูทูบถึง 27 เมษายน 2557 ก่อนมีประกาศให้พลเรือนขึ้นศาลทหาร

อาทอมถูกฟ้องคดีในข้อหาเดียวกัน จากการปราศรัยในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่คดีแรกฟ้องที่ศาลทหาร คดีที่สองฟ้องที่ศาลอาญา คลิปที่สองถูกโพสต์ลงบนยูทูปห่างจากคลิปแรกเพียงหนึ่งสัปดาห์ แต่ช่วงเวลาที่ฟ้องกลับห่างกันถึงหนึ่งปีสามเดือน

ฉันพบพี่นันครั้งแรก ระหว่างที่เธอนั่งอยู่ตามลำพังหน้าห้องพิจารณาคดีที่ศาลทหารกรุงเทพ จึงถือโอกาสเข้าไปแนะนำตัว ขอนั่งข้างๆ และพยายามคุยด้วย ฉันรู้สึกถึงความระแวดระวังเบื้องหลังรอยยิ้มแจ่มใส พี่นันยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าช่วงนี้ไม่อยากให้ข้อมูลมาก เพราะกลัวผลกระทบที่อาจจะตามมาหากมีการรายงานข่าวอะไรออกไป “เราต้องเซฟตัวเองด้วย ถ้าพี่โดนข้อหาอะไรไปแล้วใครจะมาดูแลอาทอมล่ะ” พี่นันอธิบาย

พวกเรานั่งรออยู่หน้าห้องนานกว่าสองชั่วโมง คุยกันหลายเรื่องทั้งที่เกี่ยวและไม่เกี่ยวกับคดีความ จนกำแพงระหว่างกันค่อยๆ ลดต่ำลง พี่นันเล่าให้ฟังว่าก่อนอาทอมถูกจับกุม พวกเขาสองคนใช้ชีวิตเป็นชาวไร่อยู่ด้วยกันที่เพชรบุรี 
“อยู่กับเขาจะไม่มีเรื่องเครียดอยู่แล้ว ทำไร่ แล้วเขาก็ตะโกนร้องเพลงอยู่ในไร่” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หลังอาทอมถูกจับพี่นันต้องทิ้งไร่มาเช่าบ้านอยู่คนเดียวในกรุงเทพฯ เป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว และอาศัยรายได้จากการขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต เธอทำงานประจำไม่ได้เพราะติดภาระต้องเดินทางไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำทุกวัน โดยหมดเวลาหลายชั่วโมงไปกับการนั่งรถเมล์สองต่อและการรอคิวเข้าเยี่ยม ซึ่งเยี่ยมได้เพียงวันละ 20 นาที

พี่นันเล่าว่าถ้าวันไหนไม่ไปเจออาทอม พี่นันก็จะยิ่งเครียดเองด้วย เพราะรู้ว่าคนที่อยู่ข้างในก็รอแต่คนมาเยี่ยม รอให้หมดวันไปมันทรมานเพราะไม่ได้ทำอะไร ถ้าหากมีคนมาเยี่ยมยังได้เจอ ได้คุย ได้มีโอกาสเดินออกจากแดนบ้าง 
“วันนี้มาเจอกันที่ศาลแทน สองเดือนนัดทีหนึ่ง แต่ก็ดี ได้กอด ไม่งั้นที่เรือนจำต้องเจอกันผ่านกระจก”

คำพูดของพี่นันทำให้ฉันทึ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นว่าการที่จำเลยต้องมาศาลทหารก็มีแง่มุมดีๆ บางอย่างซ่อนอยู่ เราเงียบกันไปครู่หนึ่ง ตอนนั้นเองที่ประตูห้องพิจารณาคดีเปิดออก แล้วฉันก็ได้เห็นกับตาว่าพวกเขามีความสุขแค่ไหนเมื่อกอดกัน

......

ต้นปี 2559 ฉันพบทั้งคู่อีกครั้งที่ศาลอาญา ห้องควบคุมตัวผู้ต้องหาของศาลอาญาใหญ่กว่าที่ศาลทหารมากและแบ่งเป็นหลายช่อง อาทอมสวมชุดแบบเดิม นั่งอยู่ในช่องที่สองซึ่งมีป้ายติดไว้ว่า ‘ห้องคนเก่าคดีทั่วไป” บรรยากาศศาลอาญาค่อนข้างวุ่นวาย มีทั้งร้านอาหารและห้องควบคุมตัวผู้ต้องหาอยู่ในบริเวณเดียวกัน ผู้ต้องขังและญาติที่มาในแต่ละวันก็มีจำนวนมาก ที่ห้องขังชั้นใต้ดิน ผู้ต้องขังและญาติคุยอะไรกันไม่ได้มากนักเพราะมีแต่เสียงดังอื้ออึงเต็มไปหมด ระยะห่างระหว่างคนข้างในกับคนข้างนอกเหมือนตะโกนคุยกันจากคนละฟากถนน แต่เป็นถนนที่กั้นด้วยลูกกรงสองชั้นและรั้วเหล็กอีกชั้นหนึ่ง
 
พี่นันบอกว่านี่เป็นการมาศาลอาญาครั้งที่สอง ครั้งแรกที่มานั้นมาศาลแบบไม่ทันตั้งตัว
“วันนั้นไปเยี่ยมที่เรือนจำตามปกติ เจ้าหน้าที่บอกว่าอาทอมไปศาลนะ ตกใจเลย ไม่เคยไปศาลอาญา เขาไม่แจ้งก่อนเลย ไม่มีใครได้รู้ล่วงหน้า” พี่นันเล่า

คดีของอาทอมที่ศาลอาญา ศาลไม่ได้สั่งพิจารณาลับ ญาติและคนมาให้กำลังใจจึงเข้าไปนั่งในห้องพิจารณาคดีได้ อาทอมนั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวแถวหน้าสุดตรงกลาง พี่นันเรียกให้ฉันไปนั่งหลังอาทอม และบอกว่าตอนนี้ยังมีจังหวะ อยากคุยอะไรให้คุยได้เลย
ฉันถามถึงชีวิตในเรือนจำ อาทอมเล่าว่า ช่วงที่ผ่านมาเขาอยู่ที่แดนหนึ่งซึ่งเป็นแดนแรกรับ มีสถานะเป็นผู้ฝากขังไม่ใช่นักโทษ จึงไม่ต้องทำงานอะไร ขณะที่กิจกรรมยามว่างมีให้เลือกไม่มากนัก เขาใช้เวลาส่วนใหญ่แต่งเพลง อ่านหนังสือ และนั่งสมาธิ บางช่วงได้รับอนุญาตให้ไปเล่นดนตรีให้แดนอื่นฟัง แต่บางช่วงทางเรือนจำก็ไม่อนุญาต
“คุกไม่มีคำว่าสบายหรอก เราก็ปรับตัวเอา ต้องกินง่าย อยู่ง่าย เข้าใจง่าย แล้วพยายามไม่ฝืนกฎระเบียบเขา เราไม่เคยเห็นพระจันทร์ ไม่เคยเห็นดาว ทุกวันเปิดไฟทั้งนอนหลับและตื่น กลางวันก็สว่าง กลางคืนก็สว่าง ส่วนที่นอนก็เล็กๆ ห้องน้ำรวม เปิดไว้นะ เมื่อก่อน 70 คน แต่เดี๋ยวนี้อยู่ห้องคนป่วยคนชรา ก็ดีขึ้น เหลือ 27 คนต่อห้องน้ำสองห้อง พอได้อยู่” 

เมื่อกระบวนการพิจารณาคดีเริ่มขึ้น อาทอมยืนยันให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา อัยการฝ่ายโจทก์แถลงขอสืบพยานถึง 16 ปาก และต้องรออีกครึ่งปีกว่าถึงกำหนดวันที่ได้เริ่มสืบพยานปากแรก “ไม่มีอะไรน่ากลัว เราปรุงแต่งเองทั้งนั้น ปรุงแต่งให้สุขมันก็สุข ปรุงแต่งให้ทุกข์มันก็ทุกข์” อาทอมทิ้งท้ายในวันนั้น

เดือนถัดมามีนัดกลับไปสืบพยานที่ศาลทหารต่อ ระหว่างนั่งรออยู่หน้าห้องเพราะเข้าฟังไม่ได้เหมือนเคย พี่นันเปิดรูปถ่ายบนเฟซบุ๊กให้ฉันดู เป็นรูปพี่นันกับอาทอมตอนเจอกันครั้งแรกเมื่อปลายปี 2554 วันนั้นอาทอมเดินขายซีดีเพลงอยู่ในงานปีใหม่ของกลุ่มเสื้อแดงที่มีนบุรี แล้วพี่นันไปช่วยเดินขายซีดีเลยมีโอกาสได้คุยและได้รู้จักกัน
“เป็นแฟนคลับอยู่แล้ว ฟังเพลงเขามาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยคิดหรอกว่าจะได้มาเป็นแฟนเขา” 
เมื่อถามว่าชอบเพลงไหนมากที่สุด เธอหัวเราะก่อน แล้วตอบว่า เพลงเสือกมีน้ำใจ
“เป็นเพลงที่ฟังก่อนจะรู้จักกันอีก เขาเป็นคนร้องเพลงช้าได้แปลก คือเนื้อเสียงเขาไม่ใช่เสียงเพราะ แต่เป็นเสียงมีเอกลักษณ์ แล้วเป็นเพลงอกหักแบบแมนๆ พี่ไม่ใช่ผู้หญิงหวาน เป็นผู้หญิงห้าวๆ ไม่เรียบร้อย เป็นคนลุย เรามันอุดมการณ์เดียวกัน ทิ้งกันไม่ได้” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว

การสืบพยานปากที่สามยังไม่แล้วเสร็จ เพราะทนายจำเลยยังไม่ได้ถามค้าน สองสัปดาห์ถัดมาอาทอมจึงต้องขึ้นศาลทหารอีกครั้ง ตอนที่ฉันมาถึง เจ้าหน้าที่เพิ่งควบคุมตัวเขาลงจากรถตู้ของเรือนจำ และกำลังเดินไปที่ห้องขังชั้นใต้ดิน
อาทอมบอกว่าวันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบาย เหมือนจะเป็นนิ่ว ปีที่แล้วก็เคยเป็นครั้งหนึ่ง พอฉันถามว่ากินยาหรือยัง อาทอมตอบว่าข้างในมีแต่ “พารารักษาทุกโรค"

“ต้องเข้าใจระบบของเขา เขาต้องการสร้างความทุกข์ให้กับคนคุกเพื่อลงโทษ แต่น่าจะแยกบ้างว่าเราสมควรถูกลงโทษไหม เรามีความคิดที่แตกต่างเท่านั้นเอง ความคิดที่แตกต่างไม่ได้ทำให้คนตาย มีแต่เพิ่มยอดความฉลาดด้วยซ้ำไป คนคิดนอกกรอบสร้างสรรค์สังคมให้เปลี่ยนไป อันนี้คิดแตกต่างก็จับเขา ยัดข้อหาเขา มันไม่ใช่”

“ความรู้บนโลกนี้มหาศาล ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ไม่มีทางว่ารู้ได้ทั้งหมด แม้แต่จิตใจของเราเองเรายังรู้ไม่ทั่วเลย เรื่องความรู้ ความคิด ความอ่าน มันห้ามกันไม่ได้ ไปขีดกำหนดเขาไม่ได้ คนโง่เท่านั้นที่ขีดกำหนดความคิดความอ่านคนอื่น เพราะคุณจะไม่ได้สิ่งใหม่” อาทอมกล่าว
ระหว่างนั่งรอการพิจารณาคดีดำเนินไปในวันนั้น มีแฟนคลับคนหนึ่งมาให้กำลังใจ ฉันจึงปล่อยให้พวกเธอคุยกันตามสบาย ส่วนตัวเองนั่งสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ

“ยิ่งอยู่นานเขายิ่งแกร่งขึ้นนะ เขาบอกว่าอยู่ข้างใน ได้เห็นได้รู้จักทุกอย่าง เป็นบทเรียนของเขา เป็นประสบการณ์ที่จะมาแต่งเพลง เขียนหนังสือ” พี่นันบอก “อายุยังน้อยอยู่ รอได้เนอะ” คุณน้าแฟนคลับถามอย่างอารมณ์ดี “ได้” พี่นันตอบยิ้มๆ

ปลายเดือนพฤษภาคม 2559 ฉันแปลกใจที่ได้รับข้อความทางไลน์จากพี่นัน เพราะจำได้ว่าอีกนานกว่าจะถึงนัดครั้งต่อไป และปกติจะได้รับข้อความจากพี่นันก็เมื่อใกล้ถึงวันนัด “พรุ่งนี้อาทอมขึ้นศาลอาญารัชดานะคะ ถ้าสะดวกเจอกันนะ อาจจะมีเซอร์ไพรส์ รอลุ้นพรุ่งนี้ค่ะ”
บ่ายวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ข่าว “ทอม ดันดี” รับสารภาพ ปรากฏอยู่ตามหน้าสื่อหลายสำนัก พี่นันเล่าว่า เพิ่งตัดสินใจกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะเลิกต่อสู้คดีและกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ เพราะเห็นว่าคดียืดเยื้อมานานและมีผลกระทบหลายเรื่อง ซ้ำเมื่อยิ่งต่อสู้นานไป ก็เห็นว่ามีแนวโน้มจะถูกฟ้องเพิ่มอีกหลายคดี

“ผลกระทบเยอะจริงๆ ขาดโอกาสไปเยอะ แทนที่เขาจะได้ออกมาทำประโยชน์ให้ครอบครัว ให้สังคม แล้วเรื่องสุขภาพด้วย ความดันเริ่มกลับมา กรดไหลย้อน แล้วเหมือนจะเป็นนิ่ว กลัวอยู่นานแล้วสุขภาพแย่ เพราะการรักษาการป้องกันที่นี่ยังไม่ดีเท่าที่ควร ถ้าไม่ได้ป่วยอะไรมากๆ เขาไม่ให้ไปโรงพยาบาล ให้กินแค่ยาพารา”

เมื่อถามว่ากังวลกับคำพิพากษาหรือไม่ เธอตอบว่าไม่กังวลเพราะพอคาดผลได้ เนื่องจากเมื่อดูตัวอย่างในคดีก่อนๆ ก็พอรู้อยู่แล้วว่าเขาตัดสินกี่ปี และจะได้ลดโทษเหลือกี่ปี อย่างเช่น คดีที่ศาลอาญาส่วนใหญ่ศาลจะลงโทษห้าปี ลดโทษเหลือสองปีครึ่ง ส่วนศาลทหารอาจจะหนักหน่อย เพราะตัดที่ 10 ปี แต่ก็ไม่มีอะไรแน่นอน ถ้า ตัดสินแล้วจะได้เร่งทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ก็ยังมีความหวังว่าจะได้ออกเร็ว 
สำหรับกระแสตอบรับจากคนรอบข้าง พี่นันบอกว่าส่วนใหญ่ให้กำลังใจและเห็นด้วยว่าควรออกจากเรือนจำก่อน
“เขาเข้าใจว่ายังไงเราก็สู้ไม่ชนะกฎหมายข้อนี้ ทุกคนเข้าใจ เห็นใจ แล้วก็ไม่ตำหนิ”

494
ทอม ดันดี ในวันพิพากษา
 

วันที่ 1 มิถุนายน 2559 ศาลพิจารณาคดีของอาทอม โดยเริ่มจากถามว่าอาทอมยืนยันที่จะร้องเพลงปรองดองและปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติตามคำแถลงประกอบคำรับสารภาพหรือไม่ อาทอมรับปาก ศาลขอให้ทุกคนในห้องเป็นพยาน จากนั้นจึงเริ่มอธิบายคำพิพากษา ศาลไม่ได้ “อ่าน” คำพิพากษาที่เขียนมาแล้ว แต่ใช้วิธีอธิบายว่า ความจริงแล้วศาลต้องการแบ่งความผิดเป็นห้ากรรม ประกอบด้วยการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์สามกรรม หมิ่นประมาทพระราชินีหนึ่งกรรม และโพสต์คลิปการปราศรัยบนยูทูบอีกหนึ่งกรรม โดยผู้พิพากษาสันนิษฐานว่าการปราศรัยน่าจะขาดความต่อเนื่อง จึงแยกการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ออกเป็นสามกรรม แต่อธิบดีและรองอธิบดีศาลอาญาเห็นว่าควรนับเป็นกรรมเดียว เพราะเกิดขึ้นในการปราศรัยครั้งเดียวกัน

 
“วันนั้นจริงๆ แล้วมีคอนเสิร์ตด้วยใช่ไหม หมายความว่าพูดเสร็จ มีคอนเสิร์ตคั่น แล้วขึ้นมาพูดต่อ เพราะคนธรรมดาไม่น่าพูดติดต่อกัน 5-6 ชั่วโมง” ศาลถามอาทอม และอาทอมชี้แจงว่า จำเหตุการณ์วันนั้นไม่ได้ แต่ตามปกติเมื่อพูดเสร็จก่อนแล้วคอนเสริ์ตจะเล่นตอนจบทีเดียวเลย
“ไม่ใช่ว่าพูดรวดเดียวไปเลยไม่มีดนตรีคั่นถูกไหม คงมีดนตรีคั่นด้วย ศาลยังไม่ได้ดูคลิปนะ แผ่นที่ตำรวจให้มาเปิดไม่ได้” ศาลกล่าวพลางหัวเราะ

ท่ามกลางความสับสนของผู้เข้าร่วมฟังการพิจารณาคดี ศาลสรุปว่าจำเลยมีความผิดสามกรรม ลงโทษจำคุกกรรมละห้าปี รวม 15 ปี โดยลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือเจ็ดปีหกเดือน เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ
“ไม่หนักไปแต่ก็ไม่น้อยไป เพราะว่าคำพูดรุนแรง แต่เปิดเผยไม่ได้ รับปากต่อศาลแล้วนะว่าจะไปร้องเพลงปรองดอง แล้วก็ปลูกป่านะ ช่วงนี้ร้องช่วยกรมราชทัณฑ์ไปก่อน” ศาลกล่าว

“ตอนที่แจ้ง เราคิดว่าเป็นกรรมเดียว มาวันนี้ตะลึงมาก ห้ากรรมลดเหลือสามกรรม” พี่นันพูดกับฉันขณะเดินออกจากห้องพิจารณาคดี
พี่นักข่าวคนหนึ่งถามว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือเปล่า “ไม่อุทธรณ์ ขนาดรับสารภาพยังโดนขนาดนี้” อาทอมตอบ

อาทอมยืนยันว่าคดีที่ศาลทหารก็ต้องการรับสารภาพเช่นเดียวกัน แม้ทนายจะบอกข้อกังวลว่าในคำฟ้องบรรยายข้อความการปราศรัยที่เข้าข่ายความผิดไว้ถึง 13 ท่อน และไม่แน่ใจว่าศาลจะนับโทษเป็นกี่กรรม

“ไม่กลัวแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวมากไปกว่าใจตัวเองแล้ว เมื่อเราเสียสละที่จะสู้ให้กับประชาชน เสียสละให้กับประเทศชาติ ก็ไม่ควรเรียกร้องสิ่งใด ทำตัวเป็นไม้บรรทัดมาพอสมควร ตอนนี้ต้องเป็นสายวัดแล้ว ต้องรู้จักย่นย่อ สังคมนี้เป็นเช่นนี้ ต้องทำตัวเช่นนี้ สู้เท่าที่สู้ได้ ยอมเท่าที่ยอมได้ เป็นเท่าที่เป็นได้ แล้วก็ไปเท่าที่ไปได้”

อาทอมกล่าวด้วยความนิ่งสงบต่อชะตากรรมที่รออยู่ข้างหน้า หลังโทษทัณฑ์ตามคำพิพากษาออกมาหนักกว่าที่คาดคิดเอาไว้ ก่อนจะถูกส่งตัวกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และรอลุ้นผลคำพิพากษาคดีต่อไป ที่ไม่อาจคาดเดาความหนักเบาได้อีกต่อไป 
“พรุ่งนี้เจอกัน” พี่นันตะโกนบอกสามี 

ท่ามกลางความตลกร้ายในกระบวนการยุติธรรมทั้งหลาย พวกเขายังโชคดีที่มีกันและกัน

อ่านรายละเอียดคดี 112 ของทอม ดันดี คดีแรก ในฐานข้อมูลของเรา ที่นี่
อ่านรายละเอียดคดี 112 ทอม ดันดี คดีที่สอง ในฐานข้อมูลของเรา ที่นี่
อ่าน 112 The Series ตอนอื่นๆ ที่นี่
 

 

ชนิดบทความ: