เปิดปากคำเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมในคดีรุมทำร้ายเมื่อปี 2561

 

วันที่ 16-17 มกราคม 2563 ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีที่เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองถูกรุมทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561  วันที่ 16 มกราคม 2563 เอกชัย ผู้เสียหายในคดีนี้พร้อมด้วยอัยการและทนายจำเลยมาพร้อมกันที่ศาล แต่เกิดเหตุขัดข้องจากการที่เจ้าหน้าที่ศาลไม่ได้เบิกตัวกำธร จำเลยมาศาล ทำให้ศาลเลื่อนการสืบพยานเป็นวันที่ 17 มกราคม 2563 แทน ในวันดังกล่าวเริ่มการสืบพยานในเวลาประมาณ 10.00 น. โดยเอกชัย ขึ้นเบิกความเป็นพยานโจทก์ปากที่หนึ่ง
 

เอกชัยเบิกความต่อศาลว่า วันที่ 22 สิงหาคม 2561 เวลา 10.00 น. เขาเดินทางไปที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อนำนาฬิกาไปให้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่เจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้าจึงเดินทางกลับมาบ้านย่านลาดพร้าว แต่เขาลงรถเมล์ที่ซอยลาดพร้าว 101 และเดินซื้อของในตลาดประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงเดินจากซอยลาดพร้าว 101 ไปที่ซอยลาดพร้าว 109 เพื่อกลับบ้าน ระหว่างเดินผ่านอู่ซ่อมรถไทร์พลัส เขาสังเกตเห็นผู้ชายจอดรถจักรยานยนต์อยู่ทางออก จากนั้นเขาจึงกวาดตามองเห็นว่า ห่างกันประมาณสี่เมตรมีผู้ชายอีกคนหนึ่งนั่งคร่อมรถจักรยานยนต์อยู่ เขารู้สึกว่า ผู้ชายคนแรกนั้นมองเขาแปลกคล้ายกับมีเลศนัย ซึ่งผู้ชายคนดังกล่าวคือ กำธร จำเลยในคดีนี้ เหตุที่จำหน้าได้ชัดเจนเช่นนี้เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยถูกทำร้ายมาแล้วสามครั้ง เวลาไปไหนมาไหนเจอบุคคลลักษณะแปลกๆจะระแวงและจดจำได้ ทั้งในวันดังกล่าวกำธร จำเลยนั้นไม่ได้สวมหมวกกันน็อคและแว่นตา
 
 
1321
 
 
เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงได้รีบเดินกลับบ้านที่ซอยลาดพร้าว 109 แยกสาม ระหว่างที่เดินอย่างระแวดระวังอยู่ที่ซอยลาดพร้าว 109 แยกหนึ่ง ซึ่งจะมีทางเชื่อมไปยังซอยสามนั้น มีรถจักรยานยนต์ขับมาทางที่เขาเดินอยู่ห่างระยะกันสักประมาณหกเมตรและมีตะโกนว่า เฮ้ย เมื่อหันไปพบว่า เป็นรถจักรยานยนต์คันที่สองที่เขาเห็นแต่แรกที่อู่ซ่อมรถไทร์พลัส มีผู้ชายรูปร่างผอมเป็นคนขับและผู้ชายรูปร่างอ้วนเป็นคนซ้อน เขาคิดในใจว่า ท่าไม่ค่อยดีจึงรีบวิ่งเข้าซอยทางเชื่อมระหว่างซอยหนึ่งและซอยสาม
 
 
แต่รถจักรยานยนต์คันเดิมขับตามเขามาและพยายามพุ่งเข้าชนเขา แต่เขาหลบทันและประจันหน้ากันระยะห่างกันประมาณหนึ่งเมตร จากนั้นคนรุปร่างผอมก้าวลงจากรถและถอดหมวกกันน็อคออก ทำให้เขาเห็นหน้าได้ชัดเจนว่า คือกำธร จำเลยในคดีนี้ จากนั้นจำเลยจึงยิ้มให้กับเขาและเสยผมจนเขาสามารถเห็นใบหูที่มีลักษณะบิดเบี้ยวนิดๆเป็นตำหนิรูปพรรณของจำเลย หลังจากนั้นจำเลยใช้หมวกกันน็อคในมือฟาดเขาแต่เขาหลบได้ทันอีกครั้งหนึ่ง
 
 
จากนั้นมีผู้ชายอีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเสริมพร้อมไม้หน้าสามในมือและยกไม้ขึ้นฟาดเขา เขาจึงยกมือขึ้นป้องกันศีรษะ โดยผู้ชายคนดังกล่าวฟาดไม้ลงมาประมาณสี่ห้าครั้ง และไม้ก็หลุดจากมือของผู้ชายคนดังกล่าว เขาจึงแย่งไม้ไปถือไว้ ผู้ชายคนดังกล่าวจึงวิ่งไปคว้าไม้ที่กองไม้บริเวณดังกล่าว เขาชิงจังหวะนั้นวิ่งหนีไป ผู้ชายคนดังกล่าวจึงขว้างไม้ตามไป พร้อมกันนั้นเพื่อนบ้านออกมาเห็นเหตุการณ์  ทั้งหมดจึงสลายตัวหนีไป เพื่อนบ้านบอกต่อเขาว่า ได้แจ้งความต่อตำรวจแล้ว ตอนที่เขาถูกผู้ชายคนดังกล่าวนำไม้ฟาด จำเลยก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดรวมระยะเวลาประมาณห้านาที
 
 
เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุจึงนำตัวเขาไปให้การสน.ลาดพร้าว พนักงานสอบสวนเห็นว่า เขาได้รับบาดเจ็บจึงส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี แพทย์แจ้งว่า มือซ้ายหักและนิ้วก้อยซ้ายร้าว ต้องใส่เฝือกรักษาประมาณหนึ่งเดือน จนถึงปัจจุบันเขายังได้รับผลกระทบจากการทำร้ายดังกล่าว มือซ้ายไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ จากนั้นเมื่อทำการรักษาเสร็จตำรวจได้พาเขาชี้ที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุโดยสังเขปและนำไม้หน้าสามของกลางมอบให้แก่ตำรวจ และกลับไปที่สน.ลาดพร้าวในเวลาประมาณ 20.00 น. ตำรวจสอบถามว่า เขาจำหน้าคนร้ายได้หรือไม่ เขาตอบว่า จำได้ ตำรวจจึงนัดหมายให้เขาไปสเกตช์ภาพคนร้ายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันรุ่งขึ้น
 

หลังเหตุการณ์ประมาณหนึ่งเดือนขณะที่เขาอยู่ที่บ้านนั่งดูรายการเรื่องเล่าเสาร์อาทิตย์ มีข่าวตำรวจจับกุมคนร้ายซึ่งเป็นวัยรุ่นสี่คน เขาเห็นและจำได้ว่า หนึ่งในคนร้ายคือ จำเลยที่ทำร้ายเขาจึงได้โทรศัพท์แจ้งต่อผู้กำกับการสน.ลาดพร้าว ทำให้คดีมีความคืบหน้าถึงชั้นศาลในที่สุด
 
 
เอกชัยตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เขาเป็นนักกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านความไม่ชอบธรรมไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ฝ่ายใดกระทำก็ตามแต่ โดยเริ่มทำกิจกรรมประมาณปี 2560 เพื่อต่อต้านอำนาจชองพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ทำการรณรงค์เรื่องนาฬิกาของพลเอกประวิตร โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองทั้งสองคนมาก่อน ทนายจำเลยถามว่า อู่ซ่อมรถไทร์พลัสเปิดทำการปกติหรือไม่ เอกชัยตอบว่า วันดังกล่าวอู่ซ่อมรถเปิดบริการตามปกติ บริเวณดังกล่าวเป็นที่จอดรถ ซึ่งพนักงานทำงานอยู่ด้านใน เมื่อสอบถามกับพนักงานของอู่ได้ความว่า กลุ่มของจำเลยมารอตั้งแต่เวลา 11.00 น.แล้ว ทนายจำเลยถามว่า เอกชัยได้มีการถ่ายภาพหรือแจ้งต่อคนในครอบครัวหรือไม่ เอกชัยตอบว่า มาได้ถ่ายภาพหรือแจ้งต่อครอบครัวเพราะเห็นว่า ใกล้จะถึงบ้านแล้วและตอนนั้นไม่มีใครอยู่ที่บ้าน
 
 
ทนายจำเลยถามว่า เอกชัยได้เคยมีการพูดคุยกับจำเลยหรือไม่ เอกชัยตอบว่า ในชั้นสอบสวนเคยมีผู้หญิงคนหนึ่งมาบอกว่า เป็นญาติจำเลยและถามว่า เอกชัยใช่ไหม อย่าเอาเรื่องเด็ก (จำเลย) เลย จำเลยมีลูกสาวต้องเลี้ยงดูอายุสี่ขวบ เอกชัยตอบว่า งั้นก็ต้องบอกว่า ใครเป็นคนทำร้ายและจะไม่เอาเรื่อง ต่อมามีครั้งหนึ่งเอกชัยได้พูดคุยกับจำเลยโดยตรงว่า หากจำเลยยอมให้ข้อมูลว่า ใครเป็นผู้ทำร้าย เขาจะไม่เอาเรื่อง แต่จำเลยกลับบอกเขาว่า เขาจำคนผิด แต่เขายืนยันว่า เขาจำหน้าจำเลยได้
 

นอกจากเอกชัยแล้ว วันนี้อัยการยังทำการสืบพยานพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีการสืบพยานในสองปากคือ กำธร จำเลยอ้างตัวเองเป็นพยาน และภรรยาของจำเลย ในส่วนของการสืบพยานปากของกำธร จำเลยนั้นเบิกความทำนองว่า ในวันเกิดเหตุเขาอยู่ที่บ้านดูแลยายและทวด ซึ่งภรรยาและลูกสาววัยสี่ขวบก็อยู่กับเขาด้วย และที่ผ่านมาเขาก็ทำหน้าที่ดูแลยายและทวดมาตลอด กำธรนำส่งภาพถ่ายครอบครัวของเขาที่ไม่ได้ถ่ายในวันเกิดเหตุและเอกสารการพบแพทย์ที่ไม่ได้ลงวันที่ในวันเกิดเหตุต่อศาล อย่างไรก็ตามคำให้การในชั้นศาลของกำธรขัดต่อคำให้การในชั้นสอบสวนของเขาที่ให้การว่า เวลาประมาณ 7.00-11.00 น. เขาขับวินอยู่และหลังจากนั้นพาภรรยาไปทำหมันที่อนามัยในละแวกบ้าน
 
 
เสร็จสิ้นการสืบพยานในเวลาประมาณ 14.00 น. ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 9.00 น.
 
Article type: