10 ข้อสงสัยที่คนไปร่วมการ #ชุมนุม ต้องรู้

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 สหภาพนักเรียน นิสิตและนักศึกษาแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Flash Mob "ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม" บริเวณลานปรีดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ การชุมนุมครั้งนั้นเบื้องต้นเป็นปฏิกิริยาต่อการยุบพรรคอนาคตใหม่แต่จากนั้นประเด็นในการชุมนุมได้พัฒนาไปสู่การคัดค้านเผด็จการ การเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปจนถึงการแสดงความไม่พอใจต่อสภาวะเศรษฐกิจ หลังจากนั้นนิสิตนักศึกษาและนักเรียนมัธยมก็จัดการชุมนุมในที่ตั้งของแต่ละกลุ่มต่อเนื่องกันเป็นเวลานานกว่าหนึ่งสัปดาห์และเป็นไปได้ว่าอาจมีการชุมนุมอีกในอนาคตอันใกล้ 
 
การชุมนุมในช่วงนี้ทั้งผู้จัดและผู้ร่วมชุมนุมหลายคนเป็นคน "หน้าใหม่" ที่มาร่วมการชุมนุมหรือจัดการชุมนุามเป็นครั้งแรก ทำให้มีคำถามเกี่ยวกับการชุมนุมเกิดขึ้นมามากมาย ไอลอว์จึงได้รวม 10 คำถาม ที่ผู้ประสงค์ไปร่วมชุมนุมหรือจัดการชุมนุมอาจสงสัยมาตอบไว้ในที่นี้ 
 
ข้อ 1 ตำรวจขอตรวจบัตรประชาชนได้ ต้องยศร้อยตรีขึ้นไปเท่านั้น
 
กฎหมายกำหนดให้ประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ต้องพกบัตรประชาชนติดตัวตลอดเวลา หาก "เจ้าพนักงานตรวจบัตร" ตรวจพบว่าไม่พกบัตรประชาชน สามารถเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายได้ 200 บาท ตาม พระราชบัญญัติบัตรประจําตัวประชาชน พ.ศ. 2526 แต่กฎหมายที่กำหนดว่าใครคือ "เจ้าพนักงานตรวจบัตร" บ้าง มีกำหนดไว้อยู่ใน คำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 1496/2561 เรื่อง แต่งตั้งเจ้าพนักงานตรวจบัตร
 
ซึ่งกำหนดให้ "เจ้าพนักงานตรวจบัตร" ได้แก่
 
1. ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่นายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป เป็นเจ้าพนักงานตรวจบัตรภายในเขตอำนาจหน้าที่
 
2. ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ตามด่านตรวจที่ตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นเจ้าพนักงานตรวจบัตร เฉพาะในด่านตรวจนั้น
 
ซึ่งหมายความว่า ตามข้อ 1. "เจ้าพนักงานตรวจบัตร" ที่เป็นตำรวจสามารถขอตรวจบัตรประชาชนในพื้นที่ทั่วไปได้ ต้องเป็นตำรวจยศตั้งแต่ ร้อยตำรวจตรี ขึ้นไป เท่านั้น ส่วนตำรวจชั้นประทวนจะขอดูบัตรประชาชนได้ต้องอยู่ที่ด่านตรวจที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น
 
เพราะฉะนั้นหากถูกขอตรวจบัตรประชาชน เราสามารถขอดูบัตรประจำตัวตำรวจว่าเป็นตำรวจจริงหรือไม่ และมียศระดับร้อยตำรวจตรีขึ้นไปหรือไม่ โดยเฉพาะตำรวจนอกเครื่องแบบ และสามารถสอบถามได้ด้วยว่ามีเหตุอันใดจึงมาขอตรวจบัตร
 
แม้ตำรวจจะสามารถตรวจบัตรประชาชนได้ แต่กฎหมายดังกล่าวไม่มีการกำหนดอำนาจหน้าที่ ให้ตำรวจสามารถจะถ่ายรูปบัตรประชาชน หรือขอยึดบัตรประชาชนไว้กับตัวของตำรวจได้เลย เนื่องจากบัตรประชาชนของเราถือว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของเราทั้งใบ การใช้สำเนาบัตรประชาชนยังต้องมีการเซ็นต์รับรองสำเนา
 
เมื่อกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจตำรวจในส่วนนี้ไว้ ก็ไม่สามารถทำได้ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล หากพบเห็นการกระทำอย่างนั้นสามารถถามตำรวจได้เลยว่าเขาใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายข้อใด ในการถ่ายรูปบัตรประชาชน หรือยึดบัตรประชาชนของเราไป
 
และถึงแม้ตำรวจจะตรวจบัตรได้แต่ก็ไม่ควรจะกระทำเกินสมควรเกินกว่าเหตุ จนกระทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมในการใช้เสรีภาพในการชุมนุมนั้น เช่นเดินเข้าไปตรวจบัตรคนที่กำลังเขียนแผ่นป้าย หรือกำลังปราศรัย เป็นต้น
 
---------------
ข้อ 2 จัดกิจกรรมในสถานศึกษา ไม่ต้องแจ้งการชุมนุม ไม่อยู่ใต้พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
 
มาตรา 3 ของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ กำหนดว่า พ.ร.บ.นี้ไม่ใช้บังคับแก่การชุมนุมสาธารณะที่จัดขึ้นดังนี้
(1) การชุมนุมเนื่องในงานพระราชพิธีและงานรัฐพิธี
(2) การชุมนุมเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือกิจกรรมตามประเพณีหรือตามวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น
(3) การชุมนุมเพื่อจัดแสดงมหรสพ กีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยว หรือกิจกรรมอื่นเพื่อประโยชน์ทางการค้าของผู้จัดการชุมนุมนั้น
(4) การชุมนุมภายในสถานศึกษา
(5) การชุมนุมหรือการประชุมตามกฎหมาย หรือการประชุมสัมมนาทางวิชาการ
(6) การชุมนุมสาธารณะในการหาเสียงเลือกตั้ง
 
ดังนั้นการจัดการชุมนุมภายในสถานศึกษาจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.ชุมนุม ผู้จัดการชุมนุมจึงไม่ต้องไปแจ้งการชุมนุมกับผู้กำกับการสถานีตำรวจที่รับผิดชอบท้องที่
 
---------------
ข้อ 3 อายุไม่ถึง 18 ปี ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง ก็ร่วมชุมนุมได้ เพราะเป็นเสรีภาพของทุกคน
 
ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ"
ซึ่งคำว่า "บุคคล" หากตีความกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 15 กำหนดไว้ว่า สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย
 
หมายความว่าประชาชนทุกคน มีเสรีภาพในการชุมนุมได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุ
 
---------------
ข้อ 4 การชุมนุมในสถานศึกษาตำรวจไม่สามารถสั่งให้เลิกการชุมนุมได้
 
การชุมนุมในพื้นที่มหาวิทยาลัยไม่อยู่ภายใต้บังคับของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ตำรวจไม่มีอำนาจสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมตามพ.ร.บ.ชุมนุม หากมีกรณีที่ผู้ชุมนุมบางคนกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาเช่นทำลายทรัพย์สินทางราชการหรือการทำร้ายร่างกาย ตำรวจย่อมมีอำนาจระงับเหตุ และจับกุมบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าว
 
แต่การกระทำนั้นย่อมไม่สะท้อนเจตนาของการชุมนุมโดยรวม หากผู้จัดการชุมนุมไม่ได้ปราศรัยปลุกระดมให้ผู้ชุมนุมไปกระทำการดังกล่าว
 
---------------
ข้อ 5 การจัดชุมนุมในสถานศึกษาเดินขบวนได้ตลอด แต่จัดข้างนอกห้ามเดินขบวนหลัง 18.00 น.
 
พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กำหนดห้ามเดินขบวนในการชุมนุม ไว้ในมาตรา 16 (8) ผู้ชุมนุมมีหน้าที่ "ไม่เดินขบวนหรือเคลื่อนย้ายการชุมนุมระหว่างเวลา 18.00 นาฬิกา ถึงเวลา 06.00 นาฬิกา
ของวันรุ่งขึ้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ" หมายความว่า หากเข้าร่วมการชุมนุม ที่เป็นการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ผู้ชุมนุมจะไม่สามารถเดินขบวนได้ตามเวลาที่กฎหมายห้าม ยกเว้นตำรวจจะอนุญาต
 
ส่วนการชุมนุมในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้อยู่ใต้บังคับของพ.ร.บ.ชุมนุมฯ การเคลื่อนขบวนภายในมหาวิทยาลัยจึงไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ
 
---------------
ข้อ 6 สถานศึกษาสั่งห้ามชุมนุม อาจขัดรัฐธรรมนูญ
 
ในเรื่องนี้ต้องใช้เรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายมาอธิบาย โดยหลักการดังกล่าวมีอยู่ว่า "กฎหมายที่อยู่ลำดับต่ำกว่านั้น ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายในลำดับขั้นที่สูงขึ้นไป" โดยระบบกฎหมายของไทย เรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ดังนี้
 
๐ รัฐธรรมนูญ
๐ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
๐ พระราชบัญญัติ / พระราชกำหนด
๐ พระราชกฤษฎีกา
๐ กฎกระทรวง
๐ ระเบียบกระทรวง / ระเบียบมหาวิทยาลัย
 
จากลำดับดังกล่าว จะเห็นว่า "ระเบียบของมหาวิทยาลัย" หรือ "ระเบียบของโรงเรียน" เป็นกฎหมายที่อยู่ในลำดับชั้นท้ายๆ ถ้าระเบียบจะเขียนห้ามการกระทำใดๆ จะทำได้ ก็ต่อเมื่อไม่ขัดต่อกฎหมายที่ลำดับสูงกว่าอย่างรัฐธรรมนูญ หรือพระราชบัญญัติ
 
ดังนั้น การพิจารณาเรื่อง "เสรีภาพในการชุมนุม" ต้องเริ่มพิจารณาจากรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งอยู่ในมาตรา 44 ที่กำหนดให้ ประชาชนทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมตามที่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และการจะจำกัดเสรีภาพดังกล่าวต้องอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะ โดยจำกัดเสรีภาพได้เท่าที่จำเป็น และได้สัดส่วนกับเสรีภาพที่ถูกจำกัด
 
แต่เมื่อพิจารณาจากกฎหมายในลำดับชั้นถัดมาคือ ระดับพระราชบัญญัติ ก็พบว่า เรามี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 โดยหลักการสำคัญของกฎหมายดังกล่าว คือ การจัดการชุมนุมต้องแจ้งการชุมนุมล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เมื่อแจ้งแล้วต้องสามารถทำได้ โดยไม่ต้องขออนุญาต หรือหมายความว่า การชุมนุมในสถานศึกษาจะอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญเป็นหลัก คือ การชุมนุมต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ
 
หากระเบียบมหาวิทยาลัยแห่ง หรือโรงเรียนแห่งใด เขียนว่า การชุมนุมต้อง "ขออนุญาต" ย่อมขัดกับกฎหมายที่ลำดับศักดิ์สูงกว่า ทั้งพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 และรัฐธรรมนูญ และเมื่อกฎหมายที่ลำดับศักดิ์ต่ำกว่า ขัดต่อกฎหมายที่ลำดับศักดิ์สูงกว่า ก็จะใช้บังคับไม่ได้
 
สรุปง่ายๆ ก็คือ ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ การชุมนุมในสถานศึกษาจะถูกจำกัดไม่ได้ เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและปราศจากอาวุธ หรือมีข้อจำกัดอื่นตามกฎหมายเพื่อความมั่นคงเท่านั้น การที่เจ้าหน้าที่หรือผู้บริหารในสถานศึกษาสั่งห้ามจัดกิจกรรมชุมนุม เป็นคำสั่งที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่ใช้บังคับรองรับ
 
อย่างไรก็ดี หากสถานศึกษาใดออกคำสั่งห้ามนักเรียนนักศึกษาจัดกิจกรรม หรือออกคำสั่งลงโทษนักเรียนนักศึกษาที่ฝ่าฝืน และผู้ได้รับคำสั่งไม่เห็นด้วย ข้อท้าทายที่ว่า คำสั่งใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น องค์กรที่มีอำนาจชี้ขาด คือ ศาลปกครอง และการกระทำนั้นอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย
 
---------------
ข้อ 7 ตำรวจขอเลขบัตรประชาชน โดยอ้างเหตุเพื่อคัดกรองโรคไม่ได้ ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้
 
ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ 2558 พบว่าในกฎหมายไม่มีการให้อำนาจตำรวจไว้เพื่อใช้อำนาจในการคัดกรองโรค หรือควบคุมโรคใดใดทั้งสิ้น
 
ทำให้ตำรวจไม่สามารถอ้างอำนาจใดเกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อได้
 
---------------
ข้อ 8 การใช้เครื่องขยายเสียง ยังต้องขออนุญาต
 
พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 กำหนดไว้ในมาตรา 4 ให้ "ผู้ที่จะทำการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้า จะต้องขอรับอนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงทำการโฆษณาได้"
 
และหากไม่ปฏิบัติตามมีโทษปรับไว้ไม่เกิน 200 บาทเพียงสถานเดียว
 
---------------
ข้อ 9 ไปชุมนุมใส่หน้ากากอนามัยได้
 
พ.ร.บ.ชุมนุมฯมาตรา 16 (2) กำหนดห้ามการปิดบังหรืออําพรางตนโดยจงใจมิให้มีการระบุตัวบุคคลได้ถูกต้อง เว้นแต่เป็นการแต่งกาย ตามปกติประเพณี
 
การสวมหน้ากากอนามัยผู้สวมใส่ไม่ได้มีเจตนารปิดบังอำพรางตนเองแต่เป็นการใส่หน้ากากเพื่อเหตุผลด้านสุขอนามัย จึงไม่ถือเป็นความผิด เช่นเดียวกับกรณีที่มีการรณรงค์ด้วยการแสดงออกด้วยวิธีการสวมหน้ากาก หากเป็นการสวมใส่เพื่อมุ่งแสดงออกในชั่วระยะเวลาหนึ่ง ย่อมสามารถทำได้เพราะไม่ได้เจตนาสวมใส่เพื่อปิดบังอำพรางตัว
 
---------------
ข้อ 10 ตำรวจสั่งห้ามถือป้ายไม่ได้ กำกับเนื้อหาไม่ได้ หากแผ่นป้ายใดเข้าข่ายความผิดอาจดำเนินคดีเป็นรายไป
 
พ.ร.บ.ชุมนุมฯ กำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมฯซึ่งหมายถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจท้องที่ที่จัดการชุมนุมในการดูแลการชุมนุมไว้ในมาตรา 19 ว่ามีหน้าที่
 
(1) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะอันเป็นสถานที่ชุมนุม
 
(2) รักษาความปลอดภัย อำนวยความสะดวก หรือบรรเทาเหตุเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่นซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุม
 
(3) รักษาความปลอดภัยหรืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ชุมนุมในสถานที่ชุมนุม
 
(4) อำนวยความสะดวกในการจราจรและการขนส่งสาธารณะในบริเวณที่มีการชุมนุมและบริเวณใกล้เคียงเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการชุมนุมน้อยที่สุด
 
โดยเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ทั้งสี่ข้อข้างต้น ผู้กำกับสน.ท้องที่ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ชุมนุมปฏิบัติตามแต่เงื่อนไขดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของการปฏิบัติหน้าที่ทั้งสี่ข้อข้างต้นเท่านั้น
 
พ.ร.บ.ชุมนุม ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการกำกับดูแลเนื้อหาของการชุมนุม จึงย่อมไม่อาจอ้างอำนาจตามพ.ร.บ.ชุมนุมมาตรา 19(5) มาสั่งห้ามการเขียนหรือการแสดงแผ่นป้ายในจการชุมนุมได้ หากเจ้าหน้าที่พบว่าข้อความบนป้ายใดอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาก็มีอำนาจดำเนินการชุมนุมตามกฎหมายได้เป็นรายกรณี

 

Article type: