บัง : รางรถไฟสายทะลุฟ้า กับ “หมายเรียก” ในคืนอำลา

2344

 

ตำรวจพูดกับแม่ว่า “ลูกไปก่อเหตุเผารูปในหลวงมา ให้หยุดเคลื่อนไหวได้แล้ว ให้มารับสารภาพ ยอมรับซะว่าเขาเป็นคนทำ เรื่องนี้จะได้จบง่ายๆ ถ้าไม่งั้นลูกจะโดนอุ้มนะ ลูกจะโดนทำร้าย”

 

บัง สมาชิกกลุ่มทะลุฟ้า อายุ 24 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยมินทราธิราช สาขาเทคโนโลยีซ่อมบำรุงระบบราง

 

บังเล่าว่า ประตูสู่โลกทางการเมืองของเขาถูกเปิดออกเมื่อครั้งอยู่ในตำแหน่งประธานสโมสรนักศึกษา โดยมีจุดเริ่มต้นจากคำชักชวนของเพื่อนให้ร่วมกัน “ตั้งกลุ่มเคลื่อนไหว” ภายในมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์และประเด็นทางการเมืองร้อนระอุมากยิ่งขึ้น เขาและเพื่อนๆ จึงยกระดับการเคลื่อนไหวไปแตะประเด็นเรื่องทางสังคม เช่น สิทธิมนุษยชนและสิทธิพื้นฐานของพลเมือง

 

ภายหลังร่วมจัดกิจกรรม “คืนยุติธรรม” เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 กับกลุ่มทะลุฟ้า บังเริ่มเคลื่อนไหวโดยพ่วงท้ายนามสกุล “ทะลุฟ้า” เรื่อยมา

 

แต่ค่ำคืนหนึ่งในงานเลี้ยงอำลา หลังเขาตัดสินใจลดการทำกิจกรรมและมุ่งกลับไปเรียนหนังสือ เสียงโทรศัพท์จากน้องสาวได้ดังขึ้นเพื่อบอกกล่าวว่ามี “หมายเรียกมาตรา 112” ส่งมาหาที่บ้าน

 

2345

 

จาก “ร..ทำความดีเพื่อพ่อ” สู่สมาชิก “Royalist Marketplace”

เราเริ่มสนใจการเมืองเพราะแม่มีร้านอาหารอยู่แถวเจริญนคร ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจก็เริ่มไม่ค่อยดี ทำให้ธุรกิจของแม่ได้รับผลกระทบไปด้วย เราเลยเริ่มรับรู้ถึงปัญหาของสังคมจากการฟังผู้ใหญ่คุยกันเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อร้านค้าต่างๆ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้พูดถึงเรื่องเจ้า เรื่องสถาบัน มีพูดแค่เฉพาะเรื่องปัญหาเศรษฐกิจกัน

ผมคือหนึ่งในนักเรียนที่ตั้งแคมเปญ “นักเรียน ร.ด.ทำความดีเพื่อพ่อ” เป็นหนึ่งในแคมเปญที่กระจายไปทั่วประเทศด้วย “ร.ด.ทำความดีเพื่อพ่อ” เป็นแคมเปญให้ถ่ายรูปและเขียนความรู้สึกว่าทำความดีเพื่อพ่อหลวงอย่างไรบ้าง พร้อมกับแท็กเพื่อนอีก 10 คน

อาจจะเป็นเพราะการศึกษาที่หล่อหลอม รวมถึงเมื่อก่อนเราไม่ได้ท่องโลกอินเตอร์เน็ตมากทำให้ซึมซับสิ่งเหล่านี้จากโทรทัศน์ เช่น พวกข่าวในพระราชสำนัก จำได้เลย ผมยังเคยไปด่าคนที่ด่าเจ้าว่า “ด่าพ่อหลวงทำไม” ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าคนพวกนั้นเขามาก่อนกาลจริงๆ

แต่หลังจากช่วงรัฐประหาร 2557 ช่วงที่รัชกาลที่ 10 กำลังจะขึ้นครองราชย์ และช่วงนั้นเริ่มมีกลุ่ม Royalist Marketplace ในเฟซบุ๊ก เราเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มและเริ่มซึมซับบทความที่สมาชิกเขียนเล่าเรื่อง ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลปัจจุบันว่าเหตุการณ์มันเป็นมาอย่างไร

ที่เราตัดสินใจลองเปิดใจอ่านดู เพราะเราคิดว่าลองอ่านซักนิดก็ไม่เป็นไร จะไม่เชื่อก็อยู่ที่ตัวเรา แต่เมื่อมาผนวกเข้ากับอะไรหลายๆ อย่างที่เราเคยสงสัย แล้วมันเคลียร์ไง ที่เราสงสัยตั้งแต่ยังรู้สึกโอเคกับเขาจนมาเจอข้อมูลชุดนี้ มันก็เกิดเป็นคำตอบและทำให้เรา “อ๋อ” ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร แล้วก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนเลย

 

ศึกษา “ระบบราง” ได้มาเป็น “นักวางผังบูธ”

ถ้าถามว่าทำไมถึงอยากเรียนเกี่ยวกับระบบราง ตั้งแต่สมัยมัธยมผมมองตลาดแรงงานในอนาคตไว้ว่าการสร้างรถไฟจะต้องเติบโตอีกมากในประเทศไทย ตอนนั้นรถไฟสายสีแดงยังสร้างไม่เสร็จ เราคิดว่าถ้าเรียนจบ 4 ปีมันคงเสร็จพอดี ผมน่าจะเป็นรุ่นแรกๆ ของรถไฟสายสีแดง แล้วเงินเดือนก็น่าจะดีด้วยเพราะมันเป็นรัฐวิสาหกิจ รวมถึงสาขานี้มีเปิดสอนเพียงไม่กี่มหาวิทยาลัย ผมเลยสนใจและเข้ามาเรียน

การเรียนในสาขานี้จะเกี่ยวข้องกับการซ่อมบำรุงระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าระบบรางเดี่ยว (monorail) หรือรถไฟระบบดีเซล ต้องเข้าใจระบบรางทั้งหมด สิ่งที่เรียนมาทำให้ผมมีความสามารถทางด้านการเขียนแบบ ออกแบบเป็น ประกอบได้ และเข้าใจเรื่องของระบบไฟ ตั้งแต่เรียนสาขานี้มา ผมจะมีภาพ 4 มิติ (โปรแกรม 4D) อยู่ในหัวตลอด เวลามองภาพเดียวมันก็จะเห็นรอบๆ ทั้งหมดเลย ซึ่งสามารถเอามาใช้วางแผนการทำงานที่ทะลุฟ้าได้ โดยผมจะมีอีกหน้าที่หนึ่งคือการออกแบบรูปแบบ หรือจุดตั้งบูธต่างๆ จริงๆ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ ผมมีโปรเจคหนึ่งที่ตั้งใจจะทำให้ได้ คือ “รถห้องน้ำทะลุฟ้า”

 

2346

 

“สองคดีความ” กับการคุกคามที่ตามมา

คดี ม.112 เกิดจากเหตุการณ์ที่แยกนางเลิ้งวันที่ 19 ตุลาคม 2564 ตำรวจเขาแจ้งมาว่า “ผมเป็นคนพาผู้ก่อเหตุที่ปาระเบิดเพลิงขึ้นไปบนสะพานลอยแล้วเผารูปพระบรมฉายาลักษณ์ ขึ้นรถและขับรถหนี” ซึ่งตอนนั้นรถผมอยู่กลางแยก ไม่ได้ขับรถเข้าไปข้างใน รวมถึงคำว่า “พวก” ที่เขียนในหมายก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นใครหรือมีจำนวนกี่คน ปัจจุบันคดีอยู่ในช่วงของการส่งฟ้อง ผมก็ยังไม่รู้ว่าโดนคดีได้อย่างไร ผมไม่ได้ทำเรื่องพวกนั้นเลย

อีกคดีเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้มาช่วงตอนเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ปกติเขาจะชอบแจ้งข้อหากับคนที่ขึ้นปราศรัย แต่วันนั้นเราเป็นแนวหน้าคอยตัดรั้วให้ผู้ชุมนุมให้เข้าไปยื่นหนังสือ

จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ผมถูกคุกคามจากรัฐครั้งแรกช่วงพฤศจิกายน 2564 มีตำรวจในเครื่องแบบ 4 คน และนอกเครื่องแบบอีก 3 คนมาหาที่บ้าน เอารูปไปโชว์ให้แม่ดูแล้วถามว่า “เคยเห็นคนนี้ไหม” แม่ก็บอกว่านี่คือลูกชาย จากนั้นเขาก็เอาอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นรูปที่มีคนอยู่เป็นสิบแล้ววงกลมเล็กๆ คนหนึ่งไว้ แม่เองก็รู้ว่าแค่ลักษณะคล้ายและคิดว่าไม่ใช่ เพราะมันเป็นรูปจากกล้องวงจรปิดมุมสูง ประกอบกับในรูปมีคนเยอะมาก แม่เลยตอบกลับไปว่า “คลับคล้ายคลับคา แต่คิดว่าไม่น่าใช่” ตำรวจก็บอกแม่ว่า “ลูกทำผิดนะ โดนคดี ม.112 ห้ามลูกไปชุมนุมอีกนะ”

ครั้งที่สอง มากันประมาณ 20-30 คน ตำรวจพูดกับแม่ว่า “ลูกไปก่อเหตุเผารูปในหลวงมา ให้หยุดเคลื่อนไหวได้แล้ว ให้มารับสารภาพ ยอมรับซะว่าเขาเป็นคนทำ เรื่องนี้จะได้จบง่ายๆ ถ้าไม่งั้นลูกจะโดนอุ้มนะ ลูกจะโดนทำร้าย”

แต่แม่ผมเป็นคนหลากหลาย เคยเหลือง เคยแดง พอลูกออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ แม่ก็เห็นด้วย ผมกับแม่จะคุยกันตลอด แม่ซัพพอร์ตครับ ลูกทำอะไรแม่ทำด้วย คอยให้กำลังใจกัน คอยถามตลอดว่าเหนื่อยไหม

 

สิ่งที่ต้องแลกเพื่อไปต่อในเส้นทางนักกิจกรรม

หลังจากมีคดี แรงขับเคลื่อนของผมหนักกว่าเดิม รู้สึกหยุดไม่อยู่ เพราะเรามีความรู้สึกว่าการกระทำของเขามันไม่ถูกต้อง ความจริงช่วงก่อนรู้ว่าจะโดนคดีนี้ วันนั้นเราตั้งใจว่าเดี๋ยวจะกลับไปตั้งใจเรียนแล้ว เราทำกับข้าวให้พี่น้องทะลุฟ้ากินกันเต็มที่ แต่ก่อนกลับน้องสาวโทรมาบอกว่า “มีหมายมาที่บ้าน” เราก็คิดว่าเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่แม่บอกว่า “มันมีคำว่าหมิ่นกษัตริย์เลยนะลูก” แล้วน้องก็ส่งรูปมาให้ดู

จากที่เราจะกลับไปใช้ชีวิตปกติ กลายเป็นว่ามันมีแรงฮึดอีกครั้ง ทั้งแรงเศร้า แรงโกรธ เพราะตอนเคลื่อนไหวกับกลุ่มเดิม เราเคยทำเกี่ยวกับเรื่องการอุ้มหาย ก็เตือนเพื่อนๆ ไปว่า “ไม่ต้องเคลื่อนเยอะก็ได้นะ เดี๋ยวโดน ม.112 มาเนี่ยแย่เลย” เราเป็นคนพยายามเบรกเพื่อนๆ ไว้ แต่ทุกวันนี้กลุ่มนั้นยังไม่มีใครโดน ม.112 เลย ผมโดนก่อนแล้ว ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องตลก (joke) อยู่นะ ห้ามคนอื่นแต่มาโดนเอง (หัวเราะ)

ญาติที่บ้านผมเป็นข้าราชการ เขากลัวโดนลงโทษทางวินัยเลยให้เราออกจากทะเบียนบ้าน และหลังจากโดนคดี เขาก็พูดเสียๆ หายๆ ว่าเรา “โดนเป่าหู เป็นหมา เขาให้กินข้าวหน่อยก็เห็นด้วยกับเขาอะไรกับเขา” แต่ในความเป็นจริง ผมเข้าใจปัญหานั้นจริงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาพูดกันอย่างนั้น

ในส่วนของเพื่อนมหาวิทยาลัย พอผมมาเข้ากับกลุ่มทะลุฟ้า เพื่อนๆ ก็เริ่มห่างหายกันไป ล่าสุดเขาเอาผมออกจากกลุ่มโปรเจคก่อนเรียนจบ จริงๆ โปรเจคมันก็มันสามารถทำคนเดียวได้ แต่จะหนักมากๆ ถ้ากลับไปเรียนให้จบผมอาจต้องหยุดเคลื่อนไหวไปเป็นปี แต่ตอนนี้ผมยังมีไฟกับตรงนี้มากๆ ผมยังไม่อยากหยุดเคลื่อนไหว ก็เลยกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร

 

2347

                   

ปฏิรูปสถาบัน คาเฟ่ริมทะเล และหมู่บ้านทะลุฟ้า

ตอนนี้งานหลักที่ทำของทะลุฟ้า ส่วนมากเราจะเป็นหลังบ้าน หน้าที่หลักคือดูแลบ้านและดูแลภาพรวมต่างๆ รวมถึงงานด้านฝ่ายเทคนิค เช่น เตรียมโปรเจคเตอร์ ของใช้ อุปกรณ์ รวมถึงตอนนี้ก็กำลังศึกษาอยู่อีกหลายส่วน เพราะอยากพัฒนาตัวเองให้มากกว่านี้เพื่อที่จะขยายองค์กรไปเรื่อยๆ

ภาพฝันในอนาคตเราอยากเห็นชัยชนะ ธงของกลุ่มเราคือการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าปฏิรูปได้ก็ถือว่าเราได้ชัยชนะ นอกจากนี้สังคมไทยในอุดมคติของผมคือการไม่มีนายทุน ทุกคนสามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างเท่าเทียม ไม่มีการที่รัฐเอื้อประโยชน์ให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน มีสิทธิเสรีภาพของตัวเองอย่างแท้จริง ผมว่านั่นคือสังคมที่ดีแล้ว

ความจริงแม่ก็เสียใจที่โดนคดี ม.112 แต่เพราะเป็นความตั้งใจของผม แม่เลยไม่ค่อยขัด แม่จะเป็นคนที่ไม่ค่อยขัดอะไร ผมคิดอย่างไรเขาสนับสนุนหมด ครั้งหนึ่งแม่เคยถามผมว่า “ถ้าเสร็จกับกลุ่มนี้ จะเอายังไงต่อกับชีวิต” ผมคิดว่าอยากเปิดร้านที่ริมทะเลเป็นคาเฟ่เล็กๆ เป็นร้านคาเฟ่กาแฟตอนเช้า ส่วนดึกๆ ก็จะเป็นบาร์แล้วมีหนังสือให้คนเข้ามาอ่านในร้าน

ในส่วนของงานระบบรางที่เรียนมา เราไม่มีแพลนว่าจะทำเกี่ยวกับด้านนี้ต่อ เพราะคิดว่าการโดน ม.112 มันก็ยากที่จะไปทำตามความฝัน ตอนนี้แค่คิดว่าอยากไปเปิดพื้นที่อยู่ซักที่นึง แล้วใช้ชีวิตรวมกันกับพี่น้องทะลุฟ้า มีบ้านกันคนละหลัง ถ้าอยากปาร์ตี้ก็เดินออกมารวมกัน ผมอยากใช้ชีวิตแบบนั้นมากกว่า

 

 

ชนิดบทความ: