ปากคำและความฝันของ 'บรรพต' : "ผมไม่เคยคิดล้มเจ้าเลย ระบบกษัตริย์มีความงดงาม"

 
เมื่อพูดถึงชื่อของ "บรรพต" นักจัดรายการวิทยุเรื่องการเมือง และ "ด่าเจ้า" ทางอินเทอร์เน็ต หลายคนอาจจะรู้สึก "ยี้" 
คนที่ไม่ชอบบรรพตไม่ได้มีแค่คนที่รู้สึกรับไม่ได้กับวิธีที่เขาพูดถึงในหลวงเท่านั้น นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวทางการเมืองจำนวนไม่น้อยไม่ชอบบุคคลเบื้องหลังชื่อ "บรรพต" เพราะมองว่าเขาวิเคราะห์การเมือง "มั่ว" ไม่รู้ไปเอาข้อมูลมาจากไหน สำหรับขบวนการคนเสื้อแดงที่แม้จะมีศัตรู คือ การรัฐประหารเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้นับ "บรรพต" เป็นหนึ่งในขบวนการด้วย 
 
ถึงแม้ไม่มีใครเอาด้วย "บรรพต" ก็ลุยเดี่ยวทำคลิปของตัวเองรวม 400 คลิป ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงต้นปี 2558 ซึ่งเขาถูกจับกุม คลิปของเขาเผยแพร่อยู่หลายช่องทางในโลกออนไลน์ บางคลิปมีคนฟังหลายหมื่นคน เรียกได้ว่า ในวงการฮาร์ดคอร์การเมือง "บรรพต" มีแฟนคลับติดตามรับฟังรายการอยู่ไม่น้อย
 
ตัวจริงของ "บรรพต"
 
9 กุมภาพันธ์ 2558 มีข่าวการจับกุมเจ้าของเสียง "บรรพต" ซึ่งตำรวจแถลงว่า บรรพตคือชื่อแฝงของ หัสดิน ชายอายุ 64 ปี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) และทหารร่วมกันจับกุมได้ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง โดยที่ก่อนหน้านั้น มีการบุกค้นบ้านพักและจับกุมคนรอบตัวเขามาหลายคนแล้ว 
 
หัสดินถูกสอบสวนในค่ายทหารเป็นเวลาสามวัน ก่อนถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 และอยู่ที่นั่นเรื่อยมา หัสดินไม่เคยคิดจะยื่นขอประกันตัวเพราะไม่เชื่อว่าศาลจะอนุญาต 
 
ก่อนหน้านี้หัสดินเคยทำธุรกิจส่วนตัวหลายอย่าง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ มีหนี้สินอยู่จำนวนหนึ่ง ก่อนถูกจับกุมเขาเลี้ยงชีพโดยอาศัยเงินที่ลูกส่งให้ หัสดินมีลูกสาวสองคนแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ลูกสาวทั้งสองต่างมีหน้าที่การงานที่ดี และก็ไม่รู้ว่าพ่อของพวกเธอทำกิจกรรมทางการเมืองหรือมีความเชื่อทางการเมืองแบบใด
 
หัสดินแยกทางกับภรรยาคนที่มีลูกด้วยกัน แล้วมาอยู่กินกับภรรยาใหม่ คือ สายฝน ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในคดีของเขาด้วย นอกจากเรื่องการเมือง หัสดินก็สนใจเรื่องประวัติศาสตร์โลก ภาษาต่างประเทศ รวมถึงเรื่องสุขภาพ คลิปรายการของหัสดินจึงไม่ได้มีแค่เรื่องการเมือง แต่มีเรื่องเหล่านี้อยู่ด้วย 
 
หัสดินมีบุคลิกเป็นคนเด็ดเดี่ยว และสงบนิ่ง ทำให้ยากที่จะล่วงรู้ถึงสิ่งที่อยู่ภายในใจเขา นอกจากนี้เขาก็เป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เชื่อมั่นในการวิเคราะห์ของตัวเอง จนอาจจะข่มคนรอบข้างอยู่กลายๆ ตลอดบทสนทนา หัสดินมักพูดภาษาไทยสลับกับภาษาอังกฤษ รวมทั้งใช้ศัพท์แสงทางวิชาการที่บางครั้งก็ดูเข้าใจยาก
 
"ผมเนี่ยเป็นตัวโจกทั้งหมด แล้วก็ทำให้คนอื่นเดือดร้อนมากมายมหาศาล ก็คือ คนที่ถูกจับ แล้วก็ครอบครัวของเค้า คนอื่นที่ถูกจับเขาก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับผม แล้วก็ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวด้วยซ้ำไป พวกเขาเป็นเพียงผู้ที่ศรัทธางมงายในตัวผม" หัสดิน ให้สัมภาษณ์ระหว่างการแถลงข่าวการจับกุมตัวเขา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 
 
จุดเริ่มต้นของการทำคลิป "บรรพต"
 
หัสดิน เล่าว่า เขาเริ่มสนใจติดตามการเมืองจากการได้ฟังบรรยายของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ตอนนั้นฟังแล้วรู้สึกว่าคนนี้น่าจะพาประเทศนี้ไปรอด แล้วก็ติดตามมาว่าทำไมคนนี้ถูกรังแก แล้วก็เริ่มสงสัย
 
หัสดินเล่าถึงตัวเองว่า เขาจบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก สมัยเด็กๆ เขาชอบเรียนภาษาอังกฤษและทำคะแนนได้ดี  ต่อมาเขาก็มีโอกาสไปเรียนต่อด้านการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2514-2515 
 
เมื่อกลับมาเริ่มชีวิตทำงานก็เห็นว่า ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่ไพเราะ และเห็นว่าสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นนักการเมืองที่เขาชื่นชอบก็พูดภาษาฝรั่งเศสได้ จึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปารีสอีกที 
 
เมื่อมีความรู้ทางภาษาดี สิ่งที่เขาชอบทำ คือ ค้นคว้าเรื่องราวจากสื่อต่างประทศ เช่น สำนักข่าวเอพี, เลอ ฟิกาโร่ (Le Figaro) ของฝรั่งเศส, สำนักข่าวบลูมเบิร์ก, สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น แล้วมาเปรียบเทียบกันว่าจิ๊กซอว์ตัวไหนต่อกันแล้วเป็นความจริงบ้าง ซึ่งการค้นหาข้อมูลจากหลายสำนักก็เป็นไปตามปรัชญาการทำงานของเขาคือ "สงสัยสู่ค้นหา ค้นหาสู่ค้นพบ ค้นพบสู่ความจริง"
 
302 Banpoj
 
 
หัสดินเล่าย้อนอดีตว่า ครั้งแรกที่ทำคลิปเสียงของตัวเอง ทำเพราะเพื่อนอยากฟัง เป็นการทำให้เพื่อนๆ ฟังกันเอง ไม่ได้เผยแพร่สาธารณะ แต่พอทำแล้วก็มีคนชอบ และแนะนำให้เอาไปลงเว็บไซต์ Internet to Freedom 
 
พอลองเอาไปลงปรากฎว่ามีคนฟังแล้วชอบ ก็เลยทำต่อเรื่อยมา ส่วนเรื่องความรู้ทางเทคนิค การอัดเสียง การตัดต่อ และวิธีการหลบซ่อนตัวไม่ให้ถูกจับได้ ก็เรียนรู้เอาเองทั้งหมด โดยอาศัยความรู้ภาษาอังกฤษเป็นพื้นฐาน 
 
"ตัวผมเองไม่มีผลประโยชน์ และก็ไม่เคยได้รับเงินใครแม้แต่บาทเดียว" หัสดิน เจ้าของเสียง "บรรพต" กล่าว
 
หัสดินยังเล่าถึงตัวเองด้วยความภาคภูมิใจว่า ตอนแรกทำคลิปไม่มีการรับเงินเลย แต่ตัวเองเป็นหนี้เยอะมาก ก็เลยทำเสื้อขาย ทำของขาย มีคนฟังมาซื้อกันเยอะมาก บางคนโอนให้เยอะกว่าราคาของ เช่น เสื้อตัวละ 480 บาท ก็โอนให้ 1000 บาท ก่อนขายของก็ต้องเอาของไปจำนำเพื่อเอาเงินมาทำคลิป สำหรับเป็นต้นทุนซื้อซิมโทรศัพท์ วันหนึ่งๆ ต้องซื้อใหม่และหมดเงินหลายพันบาทเพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับ เงินที่ได้มาจากการขายของตอนหลังก็ทำให้หนี้สินลดลงไปได้บ้าง
 
ความคิดความฝันของ "บรรพต"
 
"ถ้ามีพื้นฐานภาษาอังฤษที่ดี คุณอ่านอะไรก็ได้ในโลก" นี่คือสิ่งที่เจ้าของเสียง "บรรพต" ฝากไว้
 
หัสดินเชื่อว่า ข้อมูลทุกอย่างที่เขาค้นคว้ามาจัดรายการนั้นเป็นเรื่องจริง เกิดจากการต่อจิ๊กซอว์เรื่องราวต่างๆ ของเขา ซึ่งเนื้อหาหลายอย่างที่เขาค้นคว้าไม่มีในภาษาไทย และไม่สามารถหาในอินเทอร์เน็ตธรรมดาได้ แต่ต้องมีความรู้และต้องค้นเก่งมาก ต้องค้นไปเรื่อยๆ ถึงจะเจอ 
 
หัสดินเล่าว่า ประเด็นสำคัญที่เขาชอบคุยผ่านรายการ คือ เรื่องการปฏิวัติฝรั่งเศส ในยุคสมัยพระนางมารีอ็องตัวเน็ต เรื่องการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ของประเทศอังกฤษ ในสมัยพระเจ้าเจมส์ และเรื่องกฎบัตรแมคนาคาตา 
 
สาเหตุที่เขาชอบเล่าเรื่องเหล่านี้ก็เพื่อจะบอกว่าประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นระบอบประธานาธิบดีได้ ที่ฝรั่งเศสเมื่อเปลี่ยนจากยุคของพระเจ้าหลุยส์ ก็เป็นยุคของจักรพรรดินโปเลียน แล้วกลับไปเป็นยุคกษัตริย์พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 อีก แล้วเปลี่ยนไปเป็นยุคนโปเลียนที่ 3 แล้วค่อยเป็นยุคของ ชาล์ส เดอโกล แสดงให้เห็นว่าการเดินทางของระบอบประชาธิปไตยที่จะมีประธานาธิบดีเป็นประมุขนั้นใช้เวลาหลายร้อยปี ต้องผ่านศึกสงครามมาก จนทำให้รอยยิ้มของผู้คนหายไป
 
"ประเทศไทยไม่สามารถเปลี่ยนเป็นระบอบประธานาธิบดีได้ แบบนั้นจะต้องรบกันอีกเป็นร้อยปี ซึ่งผมไม่เห็นด้วย จริงๆ อยากให้มีระบบกษัตริย์ ผมไม่เคยคิดล้มเจ้าเลย ระบบกษัตริย์มีความงดงาม ตอนนี้เหลือแค่ 25 ประเทศในโลกที่มีระบบกษัตริย์ จึงอยากให้คงไว้" หัสดินเล่าความคิดของเขา พร้อมยกตัวอย่างระบบกษัตริย์ของญี่ปุ่นและอังกฤษ ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ร่วมกับโลกสมัยใหม่ได้อย่างสง่างาม
 
เมื่อถามว่า การทำคลิป "บรรพต" ออกมามากมายนั้นต้องการบอกอะไรกับสังคมไทย เขาตอบว่า คาดหวังให้คนไทยรู้ว่าควรมีวิสัยทัศน์อย่างไร ควรเชื่ออะไร ไม่ควรเชื่ออะไร สิ่งสำคัญที่สุด คือ ประเทศนี้ต้องมีระบบกษัตริย์ แต่ให้มาจากกฎมณเฑียรบาลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ใครมาสำเร็จราชการแทนก็ได้ 
 
หลังเดือนมกราคม 2558 ชีวิตของหัสดินก็ถึงจุดพลิกผันครั้งใหญ่
 
หัสดินผู้ใช้ชีวิตอย่างหยิ่งทระนงและไร้คนรู้จักถูกจับกุมภายใต้กฎอัยการศึกในช่วงต้นปี 2558 พร้อมกับผู้ที่ถูกโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการทำคลิป "บรรพต" อีก 15 ชีวิต ถือเป็นการปิดตำนานคลิป "บรรพต" ที่เลื่องชื่อมานานหลายปี 
 
ลูกสาวสองคนของหัสดิน ถูกเจ้าหน้าที่เรียกไปพบเพื่อสอบถามข้อมูล นที มอเตอร์ไซค์รับจ้างคนสนิทของหัสดินถูกจับกุม สมาชิกคนอื่นในบ้านที่เขาอาศัยอยู่ก็ถูกจับกุมไปสอบสวนหาความเชื่อมโยง รวมทั้งสายฝน ภรรยาของเขาด้วย บางคนได้รับการปล่อยตัวหลังสอบสวนเสร็จ ขณะที่นทีและสายฝนถูกตั้งข้อหาดำเนินคดีในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิด สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง ทำให้หัสดินที่เคยหยิ่งผยองต้องเครียดหนัก
 
หัสดินยืนยันว่า ถ้าเขาต้องการหลบหนี เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีทางจับเขาได้ แต่เขาจงใจทิ้งร่องรอยให้ตำรวจตามเจอ เพราะไม่ต้องการให้คนรอบข้างเดือดร้อนมากไปกว่านี้  ขณะที่ตำรวจมองว่าการหาตัวหัสดินเจอ เป็นผลงานชิ้นใหญ่ เพราะมีการทุ่มทรัพยากรลงไปมากตลอดหลายปี
 
หลังการจับกุม หัสดินเคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า เขาไม่ใช่ "อากง" เขาไม่ต้องการให้เอ็นจีโอหรือใครมาหาเขาในคุก แต่เมื่อไร้อิสรภาพที่จะทำอะไรได้เอง เขาจึงขอให้คนที่่มาเจอที่ศาลทหาร ติดต่อให้ทนายมาช่วยเหลือโดยเร็ว สิ่งที่เขาขอให้ช่วย คือ ดูแลคดีของสายฝน ภรรยาสุดที่รัก ดูแลทรัพย์สินที่ยังจ่ายหนี้ไม่หมด และดูแลแมวของเขา ส่วนคดีของเขา หัสดินบอกว่าเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือใดๆ พร้อมที่จะรับสารภาพและรับโทษเท่าที่ศาลจะพิพากษา
 
ชีวิตในเรือนจำของ "บรรพต" ไม่ได้ง่ายนักเพราะในคุกย่อมมีคน "ตัวใหญ่" กว่าเขาหลายชั้น ประกอบกับคดีของเขามีชื่อเสียงพอสมควร ทำให้เขาถูกเพ่งเล็งอยู่ไม่น้อยและต้องใช้เงินในการซื้อหาของใช้จำเป็น ลูกสาวของเขามีเวลามาเยี่ยมไม่บ่อยนัก หัสดินเองบอกกับลูกๆว่า ไม่ต้องมาเยี่ยม เพราะไม่อยากให้มาเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่างๆ ที่เขาได้ก่อไว้
 
อย่างไรก็ดี ด้านหลังกำแพงสูง "บรรพต" ก็ยังคงวางท่าทีเป็นคนใหญ่โต เหมือนกับตอนจัดรายการ นักโทษในเรือนจำหลายคนเรียกเขาว่า "ป๋า" โดยเฉพาะนักโทษการเมืองที่เขาดูแลอยู่ ทั้งโดยการเป็นที่ปรึกษาและช่วยค่าใช้จ่ายประจำวันเล็กน้อย
 
ไม่ว่าจะเคยใหญ่โตเยี่ยง "เสือ" อย่างไร เมื่ออิสรภาพในชีวิตร่างกาย และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นถูกพรากไป สิ่งที่เหลือก็คงมีเพียงชีวิตและลมหายใจที่รอนั่งนับวัน รอโอกาสกลับมาเห็นโลกใบเดิมอีกครั้งเท่านั้น 
 
"แล้วว่างๆ ก็มาเยี่ยมพวกเราบ้างนะ เพราะพวกเราไม่มีใครมาเยี่ยมเลย" คือสิ่งสุดท้ายที่หัสดินฝากไว้ ก่อนเดินกลับ "แดน"
 
 
14 กรกฎาคม 2558  ศาลทหารกรุงเทพมีคำพิพากษา จำคุก บรรพต ในข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ 10 ปี  แต่เนื่องจากบรรพตให้การรับสารภาพไปเเล้วเมื่อวันนัดสอบคำให้การ  จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือ 5 ปี 
 
หากเรื่องนี้ทำให้คุณอยากรู้รายละเอียดของคดี  คลิกที่นี่เพื่อเข้าสู่ฐานข้อมูลของเรา
ชนิดบทความ: