ปลุกข้อหา '116 ' โยนคดีประชามติเข้าศาลทหาร

ข้อหา’ปลุกปั่นยุยง’ ตามกฎหมายอาญามาตรา 116   กลับมาอีกครั้ง หลังกระแสจดหมายปริศนาไร้ชื่อผู้ส่งและผู้รับถูกกระจายหลายพันฉบับในพื้นที่ภาคเหนือ เนื้อในบรรจุข้อความเกี่ยวกับความคิด'ต่าง' ต่อร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ท้ายที่สุด จากเหตุดังกล่าวมีคนถูกจับกุมและดำเนินคดีทั้ง พ.ร.บ.ประชามติฯ และผิดตามมาตรา 116 แล้วอย่างน้อย 11 คน   
 
 ช่วงระหว่างวันที่ 13 - 15 กรกฎาคม 2559 มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตรวจพบการส่งจดหมาย "บิดเบือน" เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 7,000 ฉบับ ไปตามที่ต่างๆในจังหวัดเชียงใหม่   ต่อมา 27 กรกฎาคม 2559  ทหารจากค่ายกาวิละนำกำลังเข้าควบคุมตัวบุคคลรวมเจ็ดคนได้แก่ คเชน นายกเทศบาลตำบลช้างเผือก ธารทิพย์น้องสาวของทัศนีย์ซึ่งเป็นรองนายก อบจ.เชียงใหม่ และอดีต ส.ส.เชียงใหม่ เขตหนึ่ง พรรคเพื่อไทย  อติพงษ์ จนท.เทศบาลตำบลช้างเผือก เอมอร กอบกาญจน์ สุภาวดี และ วิศรุต ไปที่ค่ายกาวิละเพื่อสอบถามและเตรียมดำเนินคดีต่อไป 
 
 ในวันเดียวกันที่กรุงเทพมหานคร ทหารนำโดยพ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ  เข้าควบคุมตัวทัศนีย์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่างรอเข้าพบพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เพื่อแสดงความบริสุทธิกรณีที่ถูกเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับการส่งจดหมายบิดเบือนข้างต้น พ.อ.บุรินทร์แจ้งว่า การควบคุมตัวครั้งนี้อาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้าคสช. ฉบับที่ 3/2558 โดยทัศนีย์ถูกนำตัวไปควบคุมที่ มทบ. 11 ร่วมกับผู้ที่ถุกควบคุมตัวก่อนหน้านี้
 
ทั้งหมดถูกสงสัยว่ามีความเชื่อมโยงกับการเผยแพร่จดหมายบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเนื้อความในจดหมายดังกล่าวระบุว่า "ตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผู้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลฟรีคือ 'ผู้ยากไร้'เท่านั้น ขณะที่ผู้สูงอายุที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ ก็จะต้องเป็น ‘บุคคลยากไร้’ เท่านั้น ขณะที่คำว่า ‘เบี้ยผู้สูงอายุ’ ก็ไม่ปรากฎในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับสิทธิการศึกษา ก็มีการตัดสิทธิเรียนฟรีช่วงมัธยมปลายออกไป"
 
522 116-Chiangmai
 
 
ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2559 ศาลทหารออกหมายจับบุคคลรวม 11 คน โดยมีชื่อบุคคลทั้ง 8 ที่ถูกควบคุมตัวก่อนหน้านี้ ขณะที่บุคคลอีกสามคนได้แก่ บุญเลิศ นายกอบจ.เชียงใหม่ซึ่งหัวหน้าคสช.มีคำสั่งตามมาตรา 44 ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ กฤตกร ไพทะยะ คนขับรถผู้บริหารเทศบาลช้างเผือก และ เทวรัตน์ อินต้า ซึ่งมีชื่ออยู่ในหมายจับนี้ด้วยก็ถูกควบคุมตัวไว้แล้วแต่ไม่มีรายละเอียดวันที่มีการควบคุมตัว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ระบุว่าทั้ง 11 คน จะถูกส่งตัวให้พนักงานสอบสวน กองปราบปรามฯ ทำการสอบสวนต่อไป
 
กระทั่ง  2 สิงหาคม 2559 ทหารคุมตัวทั้ง 11 คน จาก มทบ.11 มายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อตรวจร่างกายและรับทราบข้อกล่าวหา ตำรวจแจ้งข้อหากับผู้ต้องหาทั้งหมด รวม 3 ข้อหา ได้แก่ ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 , ร่วมกันเป็นซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 และร่วมกันเผยแพร่ข้อความที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญตาม พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง และภายหลังรับทราบข้อกล่าวหาตำรวจได้นำตัวทั้งหมดกลับไปฝากขังที่ศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่
 
 ทั้งนี้ก็เป็นที่น่าสนใจว่า เนื้อความในเอกสารที่เป็นเหตุแห่งการจับกุมครั้งนี้ บิดเบือนหรือไม่ อย่างไร เพราะหากวิเคราะห์และเทียบตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม
 
-          มาตรา 47 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า “บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิรับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งก็ไม่มีบัญญัติว่า ‘เฉพาะ’ ผู้ยากไร้แต่อย่างใด แต่ก็ไม่มีบัญญัติรวมถึงบุคคล ‘สถานะอื่นๆ’ เช่นกัน และยังไม่ชัดเจนว่านิยามของคำว่า ‘บุคคลผู้ยากไร้’ เป็นอย่างไร
 
-          มาตรา 48 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า “บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด” เช่นกันกับมาตรา 47 ไม่มีบัญญัติว่า ‘เฉพาะ’ ผู้ยากไร้แต่อย่างใด แต่ก็ไม่มีบัญญัติรวมถึงบุคคล ‘สถานะอื่นๆ’ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีบัญญัติถึง   ”เบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ” แต่อย่างใด
 
-          มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” ซึ่งก็หมายความว่า สิทธิในการเรียนฟรีในระดับม.4-ม.6 ก็จะไม่มีตามที่เอกสารระบุไว้จริง และหากจะออกกฎหมายเพิ่มเติมภายหลังให้สิทธิเรียนฟรีก็คงทำได้ยาก เนื่องจากจะขัดกับมาตรา 54 ข้างต้น
 
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116  หรือข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ซึ่งเป็นกฎหมายที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันมากนักในอดีต เพราะมีเหตุให้ใช้ไม่บ่อย แต่หลังรัฐประหารในปี 2557 ข้อหานี้ถูกใช้มากขึ้นเรื่อยๆ  ก่อนหน้าที่คนถูกดำเนินคดีนี้อย่างน้อย 47 คน  โดยเฉพาะกลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองในทิศทางตรงข้ามกับรัฐบาล คสช. จนเข้าลักษณะเป็นการตั้งข้อหาเพื่อหวังผลทางการเมือง 
 
การตั้งข้อหาด้วยมาตรา 116 และดำเนินคดีต่อศาล อาจไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อการลงโทษผู้กระทำความผิดที่เป็นภัยต่อสังคมโดยตรง แต่หลายกรณี รวมถึงกรณีนี้ พอเห็นได้ว่ามีผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลังการตั้งข้อหาและดำเนินคดีตามมาตรา 116 อยู่ด้วย ซึ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้นในปัจจุบัน มีข้อสังเกตว่าเจ้าหน้าที่   ต้องการให้คดีนี้ขึ้นศาลทหาร ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 37/2557 ที่กำหนดให้คดีในประมวลกฎหมายอาญาหมวด “ความมั่นคง” และคดีฐานฝ่าฝืนประกาศและคำสั่ง คสช. ที่พลเรือนตกเป็นผู้ต้องหาต้องพิจารณาที่ศาลทหาร ดังนั้น หากรัฐต้องการจะจับกุมดำเนินคดีกับบุคคลใดที่ศาลทหาร 
 
เมื่อใช้วิธีตั้งข้อหามาตรา 116 เข้าไปด้วยก็ทำให้คดีนั้นอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลทหารได้ทันที แม้ว่าการกระทำยังคลุมเครือว่าเข้าองค์ประกอบความผิดของมาตรา 116 หรือไม่ และด้วยโทษที่สูง มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี ทำให้หลักทรัพย์ที่จะใช้ในการประกันตัวก็สูงขึ้นไปด้วย  ตัวอย่างจากคดีของ ชัชวาลย์ นักข่าวอิสระจากจังหวัดลำพูน ที่รายงานข่าวการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารผิดวัน และถูกแจ้งข้อหาตามมาตรา 116 ซึ่งต้องใช้หลักทรัพย์ประกันตัวสูงถึง 400,000 บาท
 
ทั้งนี้จากที่ต้องไปพิจารณาคดีที่ศาลทหาร และอัตราโทษที่สูง นอกจากจะเป็นลักษณะ ขู่ผู้ต้องหาให้กลัวและเป็นกังวลกับผลคดีของตัวเองด้วยอัตราโทษหนักแล้ว ยังสามารถ ‘ปราม’ ให้คนอื่นในสังคมรู้สึกเกรงและไม่กล้ากระทำในลักษณะเดียวกันได้อีกด้วย อาจถือได้ว่า วิธีนี้เป็นอีกหนึ่ง ‘ยาแรง’ ที่ใช้ ‘ปิดปาก’ ฝ่ายที่มีความคิดเห็นทางการเมืองตรงข้ามกับรัฐ โดยเฉพาะบรรยากาศสุกดิบก่อนออกเสียงประชามติในขณะนี้