ป่ามีใหญ่กว้าง...คือมาขี้ใส่หมากหัวใจแท้ :การปกป้องทรัพยากรของกลุ่มรักษ์น้ำอูน

 

สมัย หนึ่งใน 21 จำเลยคดีหมิ่นประมาทด้วยเอกสารจากการยื่นหนังสือร้องเรียนเรื่อง การเบิกพื้นที่ลำรางสาธารณะของบริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด ยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ หลังศาลจังหวัดสกลนครแจ้งว่า บริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัดที่เป็นโจทก์ในคดีนี้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีต่อจำเลยทั้ง 21 คนแล้ว

เช้าตรู่ของวันที่ 3 ตุลาคม 2560 สมัยและจำเลยอีกเจ็ดคน รวมทั้งญาติๆรวม 20 คนเดินทางจากบ้านที่ตำบลอุ่มจาน อำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร เพื่อมาฟังการไต่สวนมูลฟ้องที่ศาลจังหวัดสกลนคร สมัยและครอบครัวหอบหิ้วข้าวปลาอาหารใส่ท้ายกระบะมาโดยเตรียมมาในปริมาณที่น่าจะพอกินได้ทั้งวัน

แต่เนื่องจากบริษัทฯขอถอนฟ้อง การพิจารณาคดีจึงเสร็จสิ้นอย่างรวดเร็ว iLaw จึงถือโอกาสไปเยี่ยมหมู่บ้านของเธอและป่าชุมชนที่เป็นจุดเริ่มต้นในคดีนี้และพูดคุยถึงที่มาที่ไปของการฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทและการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรภายในบ้านของเธอ

 

744 สมัย สมาชิกกลุ่มรักษ์น้ำอูน


ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่า ทำไมถึงต้องคัดค้านโรงงานน้ำตาลจนกลายมาเป็นคดีความ?

เราเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่ใกล้กับจุดที่เขาจะตั้งบริษัทโรงงาน ที่จริงเราก็ไม่ได้ค้านอะไรเขาเพราะมันเป็นที่ดินส่วนบุคคล เขาซื้อแล้วเขามีสิทธิที่จะสร้างได้ ถ้าเขาทำอย่างถูกต้อง ที่มาที่ไปคือ ตั้งแต่ปี 2554 กลุ่มเราเฝ้าดูมาเรื่อยๆ เขากว้านซื้อที่ดินประมาณ 1,400 ไร่ มีชาวบ้านผ่านไปบริเวณที่ดินที่บริษัทฯซื้อไว้โดยบังเอิญเพราะที่ดินผืนนั้นอยู่ติดกับผืนป่าที่ชุมชนใช้ประโยชน์มายาวนาน  เราเข้าไปหาอาหารทุกฤดูกาล มีไข่มดแดง ผักหวาน ฤดูแล้งก็มีหอยที่มันจำศีล ฤดูฝนก็มีเห็ด หลากหลายชนิดและพื้นที่นั้นก็มีเส้นทางลำรางน้ำผ่านไปสู่แม่น้ำอูน

 

746 ที่ดินของบริษัทไทยรุ่งเรืองฯ ซึ่งอยู่ติดกับป่าชุมชนของชาวบ้านรักษ์น้ำอูน


เมื่อชาวบ้านผ่านไปก็เห็นเขาปรับพื้นที่เบิกป่าทั้งหมด และพบว่ามีการปรับพื้นที่บริเวณลำรางสาธารณะ เราจึงร้องไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลอุ่มจานโดยทำหนังสือขอให้ตรวจสอบ บริเวณลำรางสาธารณะที่ถูกถมปรับพื้นที่ จากนั้นประมาณหนึ่งเดือน รายชื่อของพวกเราก็ถูกส่งให้โรงงานฟ้อง มีหมายศาลส่งไปถึงทุกคนที่ลงชื่อในคดีหมิ่นประมาท กล่าวหาว่า พวกเราหมิ่นประมาทต่อบุคคลที่สามและมีส่วนทำให้โครงการเขาล่าช้า ทำให้คนอื่นเกลียดชังบริษัท ไทยรุ่งเรืองอุตสาหกรรม จำกัด เราก็มาขึ้นศาลมาไกล่เกลี่ย ทางบริษัทฯยื่นขอเสนอให้เรา

ต่อมาเขามีการตั้งกรรมการที่มาตรวจสอบในเรื่องที่เราร้องเรียนไป คณะกรรมการมี 20 คนเช่น ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ และปลัดอำเภอ แต่ไม่มีกลุ่มเราที่ร้องไปเข้าไปร่วมเป็นกรรมการสักคนหนึ่ง และไม่แจ้งเราด้วย

 

ก่อนหน้านี้ในกระบวนการพูดคุยก่อนฟ้องเป็นอย่างไรบ้าง?

เขาอยากไกล่เกลี่ย อยากให้เรารับเงื่อนไขและเขาจะถอนฟ้องทุกคนเลย รับเงื่อนไขที่ว่า หนองกรุง(ชื่อของลำรางสาธารณะ)ก็เป็นที่ส่วนบุคคลไม่ใช่ที่สาธารณะ หนองกรุงหรือคลองไส้ไก่(ชื่อของลำรางสาธารณะ)ที่บริษัทฯไปถมดินปิดทางน้ำก็ลอกขึ้นให้เหมือนเดิมแล้ว ขอให้หายกัน เขาบอกแบบนี้ แต่เราไม่เอา เราขอไม่รับเงื่อนไข ถ้าจะถอนฟ้องต้องถอนโดยไม่มีเงื่อนไข แล้วที่คุณทำลายป่าของเรา ที่ดินสาธารณะที่เอานำงบประมาณของอบต. ล้านกว่าบาทแล้วคุณจะมาถม คุณจะมาทำเหมือนเดิมไม่ได้ ต้นไม้ทั้งสองฝั่งตลิ่งคุณทำลายหมดแล้ว

ภายหลังมีการกันระยะจากที่ดินถึงริมตลิ่งห้วยตาด(ชื่อของลำรางสาธารณะ)ด้านละ 11 เมตรให้ แต่เขาไม่ได้ให้คำตอบเลยว่า ที่ดินที่ถมไป มันเป็นที่ดินสาธารณะ ต้นไม้บริเวณตลิ่งที่บริษัทฯถมไปมีหลากหลายพันธุ์ไม้ มีต้นแสงอายุกว่าร้อยปี มีต้นเตยมีพันธุ์ไม้ทุกอย่าง คุณทำลายหมดแล้วเหลือเป็นดิน คุณถม เจตนาถม ไม่ได้เราไม่เอาเงื่อนไขนี้เลยเป็นเหตุให้เราต้องมาศาล

 

745 ทางน้ำสาธารณะที่บริษัทฯถมปิดทับและลอกขึ้นให้เหมือนเดิม

 

บริษัทฯถอนฟ้องแล้วจะดำเนินการอะไรต่อ?

วันนี้ได้ข่าวดีว่า บริษัทฯถอนฟ้องหมดทุกคน เขาบอกว่า อยากจะสมานฉันท์ อยากจะปรองดอง แต่เราก็ยังไม่ชะล่าใจเพราะเขาได้ไปยื่นรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) รอบที่สาม เขาจะให้จบ เราเลยต้องยื่นหนังสือที่สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ซึ่งเราจะนำเอกสารจากศาลและจะไปยื่นให้สผ.  

ถ้าเขาอยากสร้างโรงงานต้องทำให้ถูกต้อง อย่าให้น้ำเสียต้องไหลลงสู่พื้นดิน อย่าให้สารเคมีต่างๆต้องไหลมาสู่แปลงนาเรา ต้องรักษาไว้ทุกด้านไม่ว่าจะด้านสิ่งแวดล้อม ด้านคุณค่าของป่า คุณค่าทางอาหารของเราหลากหลายตามฤดูกาล ถ้าไม่กระทบ เราไม่มีสิทธิมาค้านให้คุณไม่มาสร้างหรอก เราจะลองไปค้านตามที่เราได้รับผลกระทบ เราคิดว่า เราทำถูกต้องตามสิทธิของเราที่เราจะทำได้

 

ความสัมพันธ์ในชุมชนเป็นอย่างไรบ้าง?

ความสัมพันธ์ในชุมชนแตกแยกกันมาสองสามปีแล้ว ฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับโรงงาน คิดต่างกับเรา พอคิดต่างกับเราความแตกแยก ความเกลียดชังก็เกิดขึ้น ทั้งที่ชุมชนเราอยู่เย็นเป็นสุขสามัคคีกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ในหมู่บ้านโคกสะอาดเป็นพี่น้องกันหมด พออุตสาหกรรมมา เกิดความแตกแยกกัน ไม่พูดกัน กลั่นแกล้งและคอยคุกคามกัน เคยมีการติดตามและโทรศัพท์มาให้เลิกคัดค้าน แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วจะมาแบบเงียบๆแทน

เราพยายามจะเอาข้อมูลผลกระทบอีกด้านหนึ่งคือ ที่ผ่านมาชาวบ้านแถวตำบลเรา 17 หมู่บ้านได้รับข้อมูลในด้านเดียวด้านบวก จะสร้างเงิน สร้างงาน ไม่มีผลกระทบ ชาวบ้านก็จะเข้าใจแบบนั้นและเชื่อว่าโรงงานจะมีแต่ผลดี ส่วนผลกระทบเขาจะไม่รับรู้รับฟัง กลุ่มเราจะเอาผลกระทบไปให้พี่น้องชุมชนใกล้เคียงดู เราก็ถูกกีดกั้นสิทธิ ไม่ต้อนรับ ไม่ให้เข้าหมู่บ้าน
พรุ่งนี้จะไปยื่นอีไอเอในรอบที่สาม สองรอบที่แล้ว บริษัทฯยื่นแล้วไม่ผ่าน สผ.จึงให้ไปแก้ไข แต่เขาก็แก้เป็นข้อๆเป็นข้อสอบ อีไอเอของเขาไม่ได้ไปสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางสมุนไพร ปลาในแม่น้ำอูน ตามฤดูกาล แต่ชาวบ้านเราทำ เก็บข้อมูลความหลากหลายของระบบนิเวศน์อย่างละเอียด รวมทั้งมีนักวิชาการมารวบรวมข้อมูลให้ด้วย หลังจากนี้เราจะเดินหน้าต่อไป ตามช่องทางที่เราพอจะปกป้องได้