พลเมืองรุกเดิน: เมื่อความยุติธรรมไม่มา เราจะเดินไปหามัน

 
14 กุมภาพันธ์ 2558 กลุ่มพลเมืองโต้กลับจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก” ที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เพื่อรำลึกถึงการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ที่มีผู้ประท้วงปิดหน่วยเลือกตั้งหลายแห่งจนจัดการเลือกตั้งไม่ได้ เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเมืองตั้งเป็นโมฆะ ผลักให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตันจนนำไปสู่การรัฐประหาร แม้กิจกรรมครั้งนี้จะลุล่วงไปด้วยดี แต่ผู้ร่วมกิจกรรมถูกควบคุมตัวและถูกดำเนินคดีรวม 4 คน
 
พันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ และ อานนท์ นำภา ผู้ร่วมจัด วรรณเกียรติ ชูสุวรรณ อาสาสมัคร และ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นักศึกษาผู้เข้าร่วมกิจกรรมถูกตั้งข้อหา ฝ่าฝืนประกาศคสช. ฉบับที่ 7/2557 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเป็นข้อหาที่จะถูกพิจารณาคดีโดยศาลทหาร สำหรับอานนท์นอกจากจะถูกตั้งข้อหาเดียวกับอีก 3 คนแล้ว ยังถูกตั้งข้อหาตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กในวันดังกล่าวด้วย 
 
พนักงานสอบสวนนัดหมายให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 มาเข้าพบเพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมในวันที่ 16 มีนาคม แม้การเดินทางไปสน.ปทุมวันจะสามารถทำได้หลายวิธีทั้งแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ผู้ต้องหาทั้งหมด กลับเลือกที่จะเดินเท้า เพื่อป่าวประกาศว่า พวกเขาจะเดินไปหาความยุติธรรม ที่พลเรือนคงหาได้ยากนัก ในศาลทหาร
 
 
จากพลเมืองโต้กลับ สู่พลเมืองรุกเดิน
 
11 มีนาคม 2558 ใกล้วันนัดหมายที่ พันธ์ศักดิ์ อานนท์ วรรณเกียรติ และ สิรวิชญ์ จะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวน เฟซบุ๊กเพจของกลุ่ม พลเมืองโต้กลับ เผยแพร่กำหนดการว่า ผู้ต้องหาทั้งสี่คนจะเข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกต่อประธานศาลฎีกาผ่านอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาในวันที่ 12 มีนาคม 2558 เพื่อเรียกร้องให้ประมุขฝ่ายตุลาการและข้าราชการฝ่ายตุลาการ ยืนยันอำนาจตามรัฐธรรมนูญและตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ที่จะเป็นผู้พิจารณาคดีพลเรือน และปฏิเสธอำนาจศาลทหารเหนือคดีพลเรือน
 
 
184
 
ภาพโปรโมทกิจกรรม พลเมืองลุกเดิน จาก เพจพลเมืองโต้กลับ
 
12 มีนาคม เฟซบุ๊กเพจ พลเมืองโต้กลับ เผยแพร่คลิปวิดีโอ “I walk therefore I am”  โปรโมทกิจกรรม พลเมืองลุกเดิน ซึ่งจัดภายใต้แนวคิด "เมื่อความยุติธรรมไม่มา ก็เดินหน้าไปหามัน" ผู้ต้องหาทั้ง 4 นัดหมายกันเดินเท้าไปให้ปากคำเพิ่มเติมกับพนักงานสอบสวนในวันที่ 16 มีนาคม ตามกำหนดการ พันธ์ศักดิ์ จะเริ่มเดินเท้าจากบ้านย่านบางบัวทองในช่วงเช้าของวันที่ 14 มีนาคม ไปพบกับวรรณเกียรติ คนขับแท็กซี่ซึ่งจะไปรออยู่ที่หน้าสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่ตั้งอนุสรณ์ของ นวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่ที่ทำอัตวินิบาติกรรมหลังถูกปรามาสว่า “ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้”
 
ในวันที่ 15 มีนาคม พันธ์ศักดิ์และวรรณเกียรติจะเดินเท้าต่อไปที่สภาทนายความเพื่อรับอานนท์ผู้เป็นทนายความสิทธิมนุยชน โดยระหว่างทางจะแวะวางดอกไม้ที่หมุดเฌอ ซอยรางน้ำ สถานที่ๆ น้องเฌอ บุตรชายของพันธศักดิ์ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างเข้ามาสังเกตการณ์การชุมนุมเมื่อปี 53 และแวะวางดอกไม้ที่หมุดคณะราษฎร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อรับอานนท์แล้ว ทั้งสามจะเดินเท้าต่อไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งสิรวิชญ์กำลังศึกษาอยู่ พักค้างคืนหนึ่งคืน ในช่วงเช้าของวันที่ 16 ทั้งสี่คนจะร่วมทำบุญใส่บาตรเนื่องในวันเกิดของน้องเฌอ ก่อนจะเดินเท้าไปสน.ปทุมวัน
 
เมื่อพลเมืองรุกเดิน รัฐนาวาจึงต้องโต้กลับ
 
การประกาศกิจกรรม “พลเมืองลุกเดิน” ไม่ได้เรียกเสียงฮือฮาจากแฟนนานุแฟนของกลุ่มพลเมืองโต้กลับแต่เพียงฝ่ายเดียว หากแต่เรียกความสนใจจากฝ่ายความมั่นคงด้วย พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงการจัดกิจกรรมพลเมืองลุกเดินตอนหนึ่งว่า
 
"เป็นมุมมองส่วนบุคคลที่ยังเข้าใจสถานการณ์ไม่ครบถ้วน สังคมส่วนใหญ่เข้าใจดีว่าช่วงเวลาบ้านเมืองไม่ปกติจำเป็นที่ภาครัฐต้องการให้คนในสังคมเคารพ และปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบกติกา ภาครัฐอาจต้องมีเงื่อนไขเสริมพิเศษมาบ้าง ทั้งนี้ก็เพื่อสังคมส่วนรวม และประเทศชาติ อย่างไรก็ตามเชื่อว่า สังคมยังคงสับสนในเจตนาที่แท้จริงของนายอานนท์ว่า สิ่งที่พยายามดำเนินการอยู่นั้นเพื่อตนเอง หรือเพื่อประเทศชาติ และจากข้อมูลที่ได้กิจกรรมดังกล่าว อาจถูกมองส่อเค้าไปในลักษณะเชิงการเมือง ซึ่งกรณีที่มีบางบุคคลที่ยังไม่เข้าใจ คสช. คงจะเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด ถ้าพบมีละเมิดกฎหมายก็จำเป็นต้องดำเนินการ"  
 
เช่นเดียวกับ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พูดถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลเมืองโต้กลับว่า 
 
“ขอให้หยุดเถอะ ขอให้เข้าใจถึงสถานการณ์บ้านเมืองของวันนี้ เจ้าหน้าที่เองก็พยายามพูดคุยทำความเข้าใจ แต่ถ้าพูดคุยแล้วยังไม่ได้ เราต้องยึดเอาประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง จริงๆเจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากดำเนินคดี เพราะโทษจะรุนแรง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ย้ำว่า ไม่อยากขยายเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นการจัดการต้องทำแบบแนบเนียน แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วจะเป็นเหตุนำไปสู่ความขัดแย้งอีกก็ต้องจัดการ” 
 
14 มีนาคม พันธ์ศักดิ์เริ่มเดินออกจากบ้านตั้งแต่เช้า แต่เดินได้ประมาณ 5 กิโลเมตร เขาก็ถูกตำรวจสภ.บางบัวทองควบคุมตัวไปที่สน.ปทุมวัน เมื่อมีการเผยแพร่ข่าวการถูกจับกุมออกไปก็มีกองทัพสื่อมวลชนตามมาทำข่าวที่สน.เป็นจำนวนมาก หลังพันธ์ศักดิ์ ไปถึงสน.ได้ไม่นาน พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 ก็เดินทางมาพูดคุยก่อนเปิดเผยต่อสื่อว่า การเดินครั้งนี้มีนัยยะ เพราะมีการประกาศผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถือว่าเป็นการกระทำไม่สุจริต และมีนัยยะทางการเมือง 
 
176
 
พันธ์ศักดิ์ขณะถูกควบคุมตัว ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ พลเมืองโต้กลับ
 
 
ในช่วงเที่ยง ศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า จะเดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปส่งข้าวส่งน้ำให้พันธ์ศักดิ์ ที่สน.ปทุมวัน และมีการโพสต์ภาพสมาชิกกลุ่มสวมเสื้อยืดพิมพ์ข้อความ “เราคือเพื่อนกัน” ถือกล่องข้าวที่หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยด้วย 
 
พันธ์ศักดิ์ที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่เช้าได้รับการปล่อยตัวราว 16 นาฬิกาเศษ ซึ่งเจ้าตัวเปิดเผยว่า จะดำเนินการแจ้งความกลับ ต่อตำรวจที่จับกุมฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะการควบคุมตัวครั้งนี้ ยังหามูลความผิดที่แน่ชัดไม่ได้
 
 
The Show must go on
 
แม้กิจกรรมพลเมืองรุกเดินในวันแรกจะต้องติดขัด เพราะพันธ์ศักดิ์ถูกควบคุมตัวที่สน.ปทุมวันจนถึง 4 โมงเย็น แต่กิจกรรมในวันที่ 2 ก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีการเปลี่ยนแปลงกำหนดการไปบางส่วนเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ 
 
พันธ์ศักดิ์เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการอ่านบทกวีและวางดอกไม้รำลึกถึงน้องเฌอตรงจุดที่ถูกยิงเสียชีวิต ก่อนจะเดินเท้าต่อวางดอกไม้ที่หมุดคณะราษฎร ซึ่งเพจพลเมืองโต้กลับโพสต์ภาพที่มีทหารในเครื่องแบบยืนอยู่บริเวณนั้นด้วย อย่างไรก็ตามกิจกรรมก็ดำเนินต่อไป
 
177
 
พันธ์ศักดิ์อ่านบทกวีที่หมุดเฌอ ภาพจาก เฟซบุ๊กเพจ พลเมืองโต้กลับ
 
หลังจากหมุดคณะราษฎร พันธ์ศักดิ์เดินต่อไปที่มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ โดยแวะวางดอกไม้ที่อนุสรณ์หกตุลา และที่อนุสาวรีย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นอันสิ้นสุดการเดินในวันที่ 2 ในช่วงเย็น สิรวิชญ์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ที่เป็นผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งก็เข้ามาพูดคุยกับพันธ์ศักดิ์แบบสบายๆ ที่ลานปรีดี ขณะเดียวกันก็มีประชาชน นักกิจกรรม และ นักศึกษาบางส่วนมาร่วมพูดคุยและเล่นดนตรีที่ลานปรีดีอย่างคึกคัก
 
ในภาพรวม กิจกรรมพลเมืองลุกเดินวันที่ 15 มีนาคมเป็นไปอย่างราบรื่น จะมีจังหวะที่ขลุขลักเล็กน้อยก็ในช่วงบ่ายที่พันธ์ศักดิ์ถูกเชิญตัวเข้าไปพูดคุยในห้องกองการเจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ โดยไม่อนุญาตให้คนนอกรวมถึงทนายเข้าไปด้วย แต่ก็เป็นเพียงการพูดคุยเกี่ยวกับกิจกรรมในช่วงเย็นเฉยๆ   
 
ลงเรือขึ้นรถ ปัจฉิมบทแห่งการเดินทาง
 
เช้าวันที่ 16 มีนาคม พันธ์ศักดิ์ อานนท์ วรรณเกียรติ และ สิรวิชญ์ ใส่บาตรและฟังธรรมสั้นๆจาก พระมหาไพรวัลย์ หลังจากนั้นพันธ์ศักดิ์ก็เริ่มการเดินในวันสุดท้ายจากธรรมศาสตร์ ไปสู่ท่าเรือผ่านฟ้า โดยระหว่างทางมีทั้งสื่อและเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบเก็บภาพอยู่ตลอด   
 
ผู้ต้องหา นักข่าว และ เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ลงเรือด่วนคลองแสนแสบลำเดียวกัน เรือโดยสารประจำทางลำนั้นกลายเป็นเรือวีไอพี ที่แล่นออกจากท่าเรือผ่านฟ้าสู่ท่าเรือประตูน้ำโดยไม่หยุดพักและไม่มีการเดินเก็บค่าโดยสาร ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง 
 
178
พลเมืองรุกเดินทั้งสี่ บนเรือแสนแสบ
 
บนถนนราชดำริ พันธ์ศักดิ์และวรรณเกียรติเดินคู่กัน สิรวิชญ์แยกออกมาเดินคนเดียว ส่วนอานนท์ร่วมเดินสั้นๆ ก่อนจะเดินทางล่วงหน้าไปที่ สน.ปทุมวัน เพื่อจัดการเรื่องเอกสาร พ่อค้าแม่ค้าบางส่วนเมื่อเห็นภาพชายสามคนเดินบนถนนและบาทวิถีโดยมีคนถือกล้องสิบยี่สิบคนห้อมล้อมต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่าเกิดอะไรขึ้น ดูเหมือนบางคนจะรู้ว่าพันธ์ศักดิ์เป็นใคร
 
ในการเดินช่วงสุดท้าย ผู้ต้องหาทั้งสามมุ่งหน้าไปวัดปทุมวนาราม สถานที่ๆ กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีก 5 คน ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการชุมนุมทางการเมืองในปี 2553 พะเยาว์ อัคฮาด แม่ของกมนเกดหรือน้องเกดรออยู่ก่อนแล้ว แม่ของผู้เสียชีวิตทักทายผู้ต้องหาทั้งสาม ก่อนจะร่วมกันวางดอกไม้รำลึกถึงผู้วายชนม์ หลังจากนั้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 รวมทั้งพะเยาว์ เดินไปที่หน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สถานที่จัดกิจกรรมเลือกตั้งที่ลัก เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกดำเนินคดี พวกเขาหยุดคุยกับนักข่าวสั้นๆก่อนจะเดินไปทะลุสนามกีฬาแห่งชาติไปที่สน.ปทุมวัน 
 
หลังไปถึงสน.ในเวลาประมาณ 10 นาฬิกาเศษ พันธ์ศักดิ์ และ สิรวิชญ์  พูดคุยกับนักข่าวสั้นๆ ที่หน้าสน. ก่อนที่ทั้งสองและ วรรณเกียรติจะเดินเข้าไปในห้องสอบสวน ระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ พันธ์ศักดิ์และอานนท์ ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวรายงานความเคลื่อนไหวในห้องสอบสวนเป็นระยะ เช่น พันธ์ศักดิ์ โพสต์สเตตัสในช่วงเกือบ 11 นาฬิกาว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน อัธยาศัยไมตรีดีทุกคน เลี้ยงข้าวปลา กาแฟ ยาสูบ เหลืออย่างเดียวที่ยังไม่ได้ ‪#‎บัตรอาบน้ำ‬” หรือ อานนท์ ที่โพสต์สเตตัสในเวลาใกล้เที่ยงว่า “พนักงานสอบสวนยืนยันว่าจะส่งสำนวนและนำตัวผมกับเพื่อนไปส่งอัยการทหารก่อนในวันนี้ แล้วจะสอบสวนฝ่ายผู้ต้องหาเพิ่มทีหลัง คำถามคือ เมื่อสอบสวนยังไม่เสร็จทำไมต้องเร่งส่งพลเรือนไปอยู่ในเงื้อมมือของทหารนัก” ผู้ต้องหาทั้งสี่ถูกส่งตัวไปที่ศาลทหารกรุงเทพในเวลาประมาณ 13.30 น. โดยรถตู้ของตำรวจ
 
185
รถของเรือนจำพิเศษกรุงเทพจอดรอที่หน้าศาลทหาร หากศาลให้ฝากขังและไม่ให้ประกันตัว ผู้ต้องหาทั้งสี่ก็จะถูกส่งไปที่เรือนจำ
 
และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฎ
 
ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสี่ถูกควบคุมตัวที่สน. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ศูนย์กลางนิสิต นักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.) โพสต์ภาพเชิญชวนให้นักศึกษาและประชาชนเดินทางมารวมตัวกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อแสดงพลังคัดค้านการใช้ศาลทหารดำเนินคดีพลเรือน ลานประติมากรรมหน้าคณะนิติศาสตร์ ถูกใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรม นักศึกษาเขียนป้ายผ้า ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ พร้อมทั้งปราศรัยสลับกับเล่นดนตรี การจัดกิจกรรมของนักศึกษาถูกจับตาอย่างใกล้ชิดทั้งโดยทหารและตำรวจนอกเครื่องแบบ และโดยเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย    
 
180
นักศึกษาจัดกิจกรรมที่หน้าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์
 
ประมาณ 17 นาฬิกาเศษ เมื่อยังไม่มีความชัดเจนจากศาลทหารว่าเพื่อนของพวกเขาจะได้กลับบ้านในคืนนี้หรือไม่ กลุ่มนักศึกษาจึงเดินเท้าจากท่าพระจันทร์ข้ามสนามหลวงมาที่ศาลทหาร เมื่อขบวนนักศึกษามาถึง ฝ่ายรักษาความปลอดภัยของศาลทหารก็ปิดประตูรั้วทั้นที ตัวแทนนักศึกษาผลัดกันใช้โทรโข่งปราศรัยที่หน้าศาลทหาร เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงความไม่ยุติธรรมในการดำเนินคดีพลเรือนโดยศาลทหาร และมีการวิจารณ์การทำรัฐประหารบ้าง นักศึกษาบางส่วนนำป้ายผ้าเขียนข้อความ “พลเรือนต้องไม่ขึ้นศาลทหาร” ไปแขวนที่ตึกกระทรวงกลาโหม เจ้าหน้าสห.เดินมาขอร้องนักศึกษาอย่างสุภาพว่าให้ปลดออกและถือแทน นักศึกษาจึงปลดป้ายจากตัวตึกไปแขวนระหว่างเสาไฟฟ้ากับต้นไม้ที่หน้าศาลทหารแทน
 
181
ป้ายพลเรือนต้องไม่ขึ้นศาลทหารแขวนอยู่ที่หน้าศาลทหารกรุงเทพ 
 
ระหว่างการปราศรัย เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ต่างบันทึกภาพนักศึกษา แต่ไม่มีการขัดขวางหรือการร้องขอให้ยุติกิจกรรม ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบจำนวนหนึ่งประมาณเกือบ 10 นาย ก็เข้ามาสมทบในพื้นที่ 
 
การเคลื่อนไหวของนักศึกษาครั้งนี้ได้รับการพูดถึงไม่น้อยในสื่อสังคมออนไลน์ ในเฟซบุ๊กเพจของศนปท. มีคนมาโพสต์แสดงความชื่นชมต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษา เช่น “ส่งกำลังใจให้ ขอจงสำเร็จ” หรือ “ขอให้ลูกๆทุกๆคนปลอดภัย” เฟซบุ๊กเพจของไอลอว์ที่อัพเดทสถานการณ์ที่หน้าศาล ก็มีคนแสดงความชื่นชม เช่น “นึกถึงสมัยเผด็จการถนอม/ประพาส/ณรงค์ จากจุดเล็กๆที่ทหารจับนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย"
 
อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงไม่เห็นด้วยก็มีอยู่ไม่น้อย เช่น บนเฟซบุ๊กของไอลอว์ มีคนคอมเมนท์ว่า “ถ้าไม่มีอะไรทำ ก็ไปช่วยดับไฟที่กำลังเผาไหม้อยู่ตามจังหวัดต่างๆ อย่าพยายามมาจุดไฟเผาประเทศอีกเลย” บนเพจ ทหารปฏิรูปประเทศไทยก็มีคนโพสต์ข้อความ เช่น “พวกเมิงควรเอาเวลาไปช่วยพ่อแม่เมิงขัดส้วมที่บ้านจะดีกว่าไหม” หรือ “ปิดเทอมคงว่างมากไปหางานอาชีพสุจริตทำดีกว่านะพอได้ค่าเทอมช่วยอีพ่ออีแม่” แม้แต่เพจของ ศนปท. ก็มีคนโพสต์ข้อความแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา เช่น “บอกกันดีๆไม่ได้..ก้อ..ยิงมันทิ้งซ๊ะ...ยิงหัวคนที่ขึ้นเวทีนะเพราะมันเป็นคนปลุกระดม....ยิงสักสี่ห้าหัวก้อจบ..หรือไม่ใครปลุกระดมมวลชนมาก้อยิงหัวมันไปเลื่อยๆ..เอาใจช่วยเหล่าทหารหาร” 
 
 
Long Road Ahead หนทางยังอีกยาวไกล
 
ประมาณ 18.30 น. มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในห้องพิจารณาคดีของศาลทหาร ผู้สังเกตการณ์บางส่วนสังเกตที่หน้าต่างของห้องพิจารณาคดีที่แม้มีม่านปิดแต่ก็เห็นเงาคนลุกขึ้นยืน เป็นสัญญาณว่าศาลกำลังอ่านรายงานกระบวนพิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนปิดกระบวนการพิจารณาทุกครั้ง ผู้สื่อข่าวบางคนเริ่มคุยกันว่าศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอฝากขังเพราะผู้ต้องหาทั้งหมดมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีพฤติกรรมหลบหนี ข่าวที่แพร่สะพัดทำให้นักศึกษาที่นั่งกระจายกันหน้าศาลมายืนรวมกันเพื่อร่วมลุ้นผล 
 
 
183
ผู้ต้องหาทั้งสี่ถ่ายภาพร่วมกันที่หน้าศาลทหาร หลังได้รับการปล่อยตัว เพราะศาลไม่ให้ฝากขัง
 
ไม่กี่นาทีถัดมาผู้ต้องหาทั้งสี่ต่างทยอยออกจากรั้วศาลทหาร นักศึกษาเริ่มร้องเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาเป็นสัญญาณว่าวันที่ยาวนานจบลงแล้ว อย่างไรก็ตาม อิสระภาพที่ทั้งสี่ได้รับ ก็เป็นเพียงอิสรภาพชั่วคราวเท่านั้น หากอัยการทหารมีความเห็นส่งฟ้อง พวกเขาก็อาจจะถูกควบคุมตัวระหว่างการพิจารณาคดีได้อีก และแม้พวกเขายังมีสิทธิได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา การต่อสู้คดีในภาวะที่ศาลทหารมีคดีพลเรือนล้นมือเช่นนี้ คงจะดำเนินไปอีกนาน