ความคิดความเชื่อผู้ต้องขัง #ประชาธิปไตยใหม่: ทำไมไม่ยื่นประกันตัว?

3 กรกฎาคม 2558 ไอลอว์ได้ไปเยี่ยมนักศึกษากลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาที่เราได้คุยกับพวกเขา
 
รัฐพล ศุภโสภณ หรือบาส กล่าวว่า เรายืนยันว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นของการทำรัฐประหารไม่ถูกกฎหมาย การใช้อำนาจทุกอย่างตั้งแต่การจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา การขึ้นศาลทหาร ไม่ใช่กระบวนการปกติ เมื่อเริ่มต้นไม่ถูกต้องกระบวนการต่างๆ ที่ตามมาหลังจากนั้นก็ไม่ถูกต้องเหมือนผลไม้ของต้นไม้มีพิษ ก็ย่อมเป็นผลไม้พิษ เราไม่ยอมรับทั้งกระบวนการออกกฎหมายและกระบวนการใช้บังคับ การไม่ประกันตัวเป็นการแสดงว่าไม่ยอมรับเรื่องเหล่านี้
 
“พวกผมไม่ได้อยากจะติดคุก แต่การที่พวกผมไม่หนี แล้วยอมให้จับ และไม่ประกันตัว เพราะต้องการให้เห็นว่าตอนนี้มีการบังคับกันด้วยกำลัง ซึ่งไม่ถูกต้อง เป็นวิธีการแบบอันธพาล ไม่ใช่การใช้กฎหมาย” บาสกล่าว
 
เมื่อถามว่า การเข้าไปอยู่ในคุกทั้งที่มีสิทธิยื่นประกันตัวทำให้เป็นภาระของคนอื่นหรือเปล่า บาสตอบว่า คสช.ต่างหากที่เป็นภาระ และเป็นคนสร้างภาระทั้งหมด พวกผมไม่สามารถบังคับให้คนข้างนอกทำกิจกรรมต่อ  แต่ที่พวกเขาทำ พวกเขาคิดเอง ทำเอง และพวกผมก็เคารพ
 
 
298
 
ด้านภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ หรือไนซ์ กล่าวว่า การขอประกันตัวต้องส่งเรื่องต่อศาลทหาร เราจะไม่ร้องขออิสรภาพใดๆ ต่อทหาร เพราะศาลทหารและการได้มาซึ่งอำนาจเหนือคดีนี้ไม่มีความชอบธรรม เราเป็นพลเรือนถ้าทำผิดก็ต้องขึ้นศาลพลเรือน เมื่อถามว่าคาดหวังว่าการฝากขังครั้งต่อไปในวันที่ 7 กรกฎาคม ศาลจะปล่อยตัวพวกเราไหม ไนซ์ตอบว่า ไม่คาดหวังความยุติธรรมใดๆ จากศาลทหาร แต่คาดหวังพลังมวลชนที่จะออกมาปกป้องประชาธิปไตย ซึ่งอาจไม่เกี่ยวกับพวกเราทั้ง 14 คนเลยก็ได้ แต่ขอให้ออกมาปกป้องประชาธิปไตย
 
เมื่อเราถามต่อว่า คิดอย่างไรถ้าการเข้าคุกของเราเป็นตัวอย่างให้คนอื่นออกไปประท้วงแล้วถูกจับมาเข้าคุกแบบนี้อีก บาสตอบว่า ก็แล้วแต่ทุกคนจะทำ ผมไม่ห้าม แต่ก็ไม่อยากบอกว่าให้ทุกคนทำเหมือนพวกเรา ขอให้ทำเท่าที่ทุกคนไหวและรับได้ เราก็ทำเท่าที่เราทำได้แล้วไม่สามารถไปกดดันใครได้ แต่ถ้าจะทำอะไรขอให้ยืนอยู่บนหลักการ 5 ข้อ คือ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม การมีส่วนร่วม และสันติวิธี 
 
ส่วนไนซ์ตอบว่า การที่เราออกมาชุมนุมกัน เราเองก็ไม่ได้อยากถูกจับและเข้าเรือนจำหรอก เราแค่อยากจะแสดงความคิดเห็น ถ้ามีคนคิดว่าการออกไปชุมนุมเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็ขอให้ลงมือทำ คุณก็คือคนที่สุดยอดแล้ว แต่หากใครต้องการจะถูกจับแบบนี้ ก็ไม่มีความเห็น เป็นการตัดสินใจของพวกเขาเอง
 
“การอยู่ข้างในหรืออยู่ข้างนอกก็เหมือนกัน เพราะสิ่งที่คสช.ต้องการไม่ใช่การกักขังร่างกาย แต่ต้องการกักขังทางความคิด เพราะตอนนี้ คสช.ไม่ต้องการให้เราพูดถึงเรื่องราวปัญหาต่างๆ ไม่ต้องการให้ปัญหาออกไปสู่สังคม ถ้าเราออกไปข้างนอกเขาก็ห้ามเราพูดอยู่ดี แต่เราก็ยืนยันว่าเราจะต้องพูด และเราก็ต้องโดนจับเข้ามาอีกอยู่ดี เพราะฉะนั้นเราไม่ประกันตัวออกไปจะดีกว่า” จตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน พูดผ่านโทรศัพท์ของเรือนจำ 
 
299
 
ขณะเดียวกัน ภายนอกเรือนจำมีญาติพี่น้อง และเพื่อนของผู้ต้องหามาให้กำลังใจจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือ เดีย ลลิตา เพ็ชรพวง สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ เธอกล่าวกับเราว่า 
 
“เดียเคารพการตัดสินใจของเขา เดียเชื่อว่าความคิดเขาไม่ผิด เท่าที่คุยกับเขา ที่เขาไม่ประกันตัวเป็นการบอกสังคมให้รู้ว่าเขาไม่ยอมรับกฎหมาย ไม่ยอมรับอำนาจที่ไม่ถูกต้อง แต่จริงๆ ก็ไม่มีใครอยากให้เขาอยู่ข้างใน มีแต่คนอยากให้ประกันตัวเขาออกมา”
 
“เรามองว่าถึงเขาจะประกันตัวออกมา ก็จะมีการเคลื่อนไหวอีก แล้วก็จะถูกจับอีก ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น มันจะวนลูปเหมือนที่ผ่านมา คือมีการจับ เคลื่อนไหวต่อ แล้วก็ถูกจับต่อ แล้วก็ประกันตัว  ซึ่งเดียคิดว่ามันจะทำให้สังคมเบื่อภาพพวกนี้ การที่เขาอยู่แบบนี้มันก็มีอิมแพคมาก แล้วการถูกจับมันก็เป็นวิถีการต่อสู้ของเขา”
 
เมื่อถามว่าคิดไหมว่าถ้าตนเองออกมาทำกิจกกรรมต่อไปอาจจะถูกจับ  เดียตอบว่า ส่วนหนึ่งก็คิดว่าอาจจะถูกจับ แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงมากกว่าการออกมาแล้วถูกจับคือเขาไปตามจับ ส่อง ค้น ในที่ต่างๆ ที่สังคมไม่รู้ ตอนนี้ก็มีคนคอยตามบ้านของคนที่เปิดหน้า รวมถึงครอบครัวของเขาด้วย แต่ตอนนี้ตนเองยังไม่โดน
 
ข้างนอกห้องเยี่ยมผู้ต้องขัง บอม รุ่นพี่ดาวดิน ที่มาให้กำลังใจรุ่นน้องพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ กล่าวว่า 
 
“ผมเคารพการตัดสินใจของเขา มันเป็นการต่อสู้ที่เราต้องสร้างอำนาจต่อรอง สื่อสารกับสังคม แน่นอนว่าต้องมีการเสียสละบ้าง การทำอารยะขัดขืนแบบนี้ก็ต้องเสียสละหลายอย่าง เสียสละเสรีภาพ อะไรต่อมิอะไร แต่เขาไม่ได้เสียดาย ไม่ลังเลด้วยซ้ำที่จะทำ เขารู้อยู่แล้ว แล้วเขาก็ทำ
 
“การที่พวกเขาอยู่ในคุกและไม่ประกันตัวส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวไม่มากนัก แต่มีปัจจัยแทรกซ้อนอื่น เช่น ทหารไปเยี่ยมบ้าน กระทบเรื่องการเรียน ทางมหาวิทยาลัยก็ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เรียกผู้ปกครองมา เพราะมันเป็นระเบียบมหาวิทยาลัยว่าถ้านักศึกษาถูกกล่าวหาทางอาญาก็ต้องมีคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งอาจารย์ที่สอนเรามาแท้ๆ เองก็ยังยอมรับอำนาจนี้ นี่ก็เป็นผลกระทบที่ไม่ได้คิดไว้ก่อน” 
 
นอกจากบอมแล้วก็ยังมีเพื่อนกลุ่มเสรีนนทรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เดินทางมาเยี่ยมหนุ่ย หรือ อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ สมาชิกกลุ่มที่อยู่ในเรือนจำ เพื่อนกลุ่มนี้บอกว่า

“เราอยากให้เพื่อนมีอิสรภาพ อยากให้เพื่อนออกมาใช้ชีวิตตามปกติอยู่ข้างนอก แต่สุดท้ายเราก็เคารพการตัดสินใจของเพื่อนที่ไม่ยื่นประกันตัว เราก็พร้อมที่จะมาเยี่ยมอย่างนี้ ทุกวันๆ
 
“เท่าที่คุยกับพ่อแม่เขา เขาก็อยากมาเยี่ยม แต่ว่ามาไม่ได้เพราะสุขภาพร่างกายของเขาไม่พร้อมจริงๆ เห็นบอกว่าที่บ้านก็มีตำรวจไปหาเรื่อยๆ มาถามหาที่อยู่ของหนุ่ยในกรุงเทพ แต่พ่อแม่ไม่รู้ เพราะเขาเพิ่งย้ายหอใหม่
 
“หนุ่ยเขาไม่ใช่คนหัวดื้อ เขาเป็นคนที่ยืนอยู่บนการชั่งเหตุและผลที่ดี ถ้าเขารู้สึกว่าไม่ผิด เขาจะสู้เต็มที่ แต่การประกันตัวเหมือนกับรับไปแล้วว่าผิด เป็นการเข้าไปในกระบวนการที่ไม่ยุติธรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการโดนจับก็ไม่ยุติธรรมแล้ว ถ้าเรายอมรับขั้นตอนการประกันตัวด้วย ก็เหมือนเรายอมรับระบบที่ไม่ยุติธรรม” เพื่อนหนุ่ยกล่าวทิ้งท้าย
 
ด้านธีรพิมล เสรีรังสรรค์ หรือเอ ภรรยาของพรชัย ยวนยี (แซม) 1 ใน 14 ผู้ต้องขัง เล่าว่า มีทหารมาเยี่ยมบ้านแซมที่บึงกาฬประมาณ 5-7 คน แม่แซมบอกว่าเขาไม่ได้มาขู่หรือมาใส่ร้ายอะไร เขาแค่บอกว่า แม่มาให้กำลังใจลูกหน่อย ลองลงมาหาลูกที่กรุงเทพดีไหม ไม่ได้มาค้นอะไร อาจจะถ่ายรูปบ้าง ว่าสภาพแวดล้อมเป็นยังไง ส่วนตนก็ยอมรับว่าหลังจากที่แซมถูกจับ ชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไปเพราะต้องมาเรือนจำทุกวัน ส่งผลกระทบทางจิตใจอยู่เหมือนกัน
“ถ้าถามว่าอยากให้ประกันตัวไหม ทุกคนอยากให้ประกันตัวทั้งนั้นแหละ เพราะข้างนอกไม่มีแกนนำที่เหมือนพวกเขา แต่ตอนนี้กระแสสังคมดังมาก เราเลยคิดว่าการที่เขาไม่ประกันตัวเป็นสิ่งที่สำเร็จ ตอนนี้ไม่ต้องประกันตัวดีแล้ว อยู่ไปก่อน”
 
เมื่อถามว่าแซมรู้สึกกลัวไหมที่ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เอตอบว่า “ไม่มีใครสนใจว่าข้างในน่ากลัวไหม เพียงแต่บอกว่าเขาโอเค เขาอยู่ได้ ไม่มีปัญหาอะไร คนข้างนอกเลยมีกำลังใจสู้ต่อ ยิ่งสู้ให้เขาออกมาเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
 
เอกล่าวอีกว่า “เขายอมที่จะอยู่ในนั้น คุณไม่มาเห็นเองคุณไม่เข้าใจหรอก พูดไปเหอะ คิดไปเหอะ บางคนว่า ทำไปทำไม ทำไมไม่เรียนหนังสือให้จบ พูดไปเหอะ แล้วคุณจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันมีคุณค่าขนาดไหน เราห้ามความคิดใครไม่ได้ เรายังมีคนที่เข้าข้างและเข้าใจความคิดเราอยู่ เราก็ไม่แคร์อะไรแล้ว”