ข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความรุนแรง #ม็อบ28กุมภา

 
28 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 15.00 น. ผู้ชุมนุม #REDEM นัดรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ชัยภูมิ ก่อนจะเคลื่อนขบวนออกจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในเวลา 17.00 มุ่งหน้าไปยังกองพลทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หรือ ‘ราบ1’ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านพักพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 
 
1659
 
ช่วงเวลาเริ่มต้นการชุมนุม บริเวณเกาะพญาไท เวลา 15.10 น. ผู้กำกับการสน.พญาไทประกาศข้อกฎหมายเรื่องห้ามการรวมตัวที่เสี่ยงต่อโรคโควิด19 ที่ออกตามความพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากนั้นเมื่อเคลื่อนขบวนเดินเริ่มออกเดิน ผู้ชุมนุมฝ่าแนวกั้นที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และเข้ามาถึงหน้าราบ 1 ที่มีตู้คอนเทนเนอร์ล้อมไว้ ระหว่างทางไม่มีตำรวจประกาศห้ามเดินหรือให้เลิกการชุมนุม และผู้ชุมนุมคนหนึ่งเริ่มตัดลวดหนามในเวลา 17.40 น. และเลื่อนตู้คอนเทนเนอร์ออกในเวลา 17.51 น.
 
จากนั้นตำรวจเดินแถวเข้าสลายการชุมนุมในเวลา 18.13 น. ตำรวจใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง, แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง มีการจับกุมผู้ชุมนุมไม่น้อยกว่า 23 คน โดยเป็นเยาวชน 4 คน ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า วันที่ 1 มีนาคม 2564 ศาลอาญามีคำสั่งปล่อยตัวชั่วคราวผู้ชุมนุม 18 คนด้วยวงเงินประกัน 35,000 บาท อีก 1 คนเป็นผู้สื่อข่าวแนวหน้า ตำรวจปล่อยตัวในชั้นสอบสวน
 

ความชุลมุนของ “ทุกคนคือแกนนำ”

 
การชุมนุมแบบ “ทุกคนคือแกนนำ” เป็นรูปแบบที่กลุ่ม REDEM นำมาใช้การชุมนุมวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ในระหว่างการชุมนุมไม่มีคนคอยประสานงาน ไม่มีเครื่องขยายเสียง ไม่มีการ์ดและไม่มีการเจรจา เน้นการสื่อสารและนัดหมายกันทางระบบออนไลน์ เช่น เทเลแกรมและทวิตเตอร์
 
ในสภาพจริงผู้ชุมนุมผ่านร้อนหนาวและมีบทเรียนการชุมนุมในปี 2563 มาบ้างแล้ว จึงมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมนำรถเครื่องเสียงมาร่วมไม่น้อยกว่า 2 คัน มีกลุ่มชายวัยรุ่นที่ทำตัวคล้ายกลุ่มการ์ดกรุยทางที่จะคอยตรวจสอบเส้นทางและจัดการความปลอดภัย ในทีนี้จะขอเรียกว่า เป็นผู้ดูแลความปลอดภัย กลุ่มที่มีบทบาท คือ  We Volunteer ที่มีการไลฟ์และแจ้งข่าวความเคลื่อนไหวของตำรวจและพื้นที่ปลอดภัย ทั้งนี้ปิยรัฐ จงเทพ แกนนำกลุ่มระบุว่า พวกเขามาในฐานะผู้เข้าร่วมการชุมนุม
 
“ทุกคนคือแกนนำ” ในครั้งนี้มีลักษณะแตกต่างกับการเดินไปทำเนียบรัฐบาลในเดือนตุลาคม 2563 อยู่เล็กน้อย คือ มีการประกาศจุดหมายล่วงหน้าหลายวัน ส่วนเส้นทางการเดินนั้นประกาศในวันชุมนุม ต่างกับครั้งก่อนที่ประกาศรวมพลและแจ้งก่อนหน้าไม่กี่ชั่วโมง เส้นทางการเดินก็เป็นตามธรรมชาติของมวลชน หลบเลี่ยงแนวกั้นตำรวจไปเรื่อยจนถึงที่หมาย สำหรับเส้นทางการเดินไปราบ 1 ค่อนข้างสะดวก มีเพียงแนวกั้นของตำรวจที่ตั้งขวางแบบไม่จริงจังนักบริเวณสามเหลี่ยมดินแดงและตู้คอนเทนเนอร์ที่หน้าราบ 1  
 
เมื่อผู้ชุมนุมไปถึงที่หน้าราบ 1 ในเวลาประมาณ 17.30 น. สถานการณ์ยังคงสงบเรียบร้อย ฝ่ายทีมดูแลความปลอดภัยรวมตัวกันที่แนวกั้นซอยพหลโยธิน 2 และหน้าราบ 1 ส่วนอีกฝั่งทางปั๊ม ปตท. มีทีมดูแลความปลอดภัยอยู่ค่อนข้างน้อย
 
การชุมนุมในวันนี้ทีมดูแลความปลอดภัยไม่มีจำนวนมากพอที่จะสอดส่องการเข้ามาสลายการชุมนุมของตำรวจอย่างทั่วถึง ทำให้การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจที่เกิดขึ้นครั้งแรกบริเวณหน้าปั๊มปตท.ในเวลา 18.13 น. ไม่ได้มีการแจ้งเตือนผู้ชุมนุมก่อนหน้า ผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้นไม่ใช่กลุ่มที่มีระบบการจัดการและการทำงานร่วมกัน ผู้สังเกตการณ์พบเห็นผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณหน้าปั๊ม ปตท.​ ขว้างปาสิ่งของใส่ตำรวจ เช่น สี และขวดน้ำ โดยมุ่งหมายเพื่อชะลอแนวตำรวจที่กำลังเดินหน้าเข้าหา
 
แม้จะเน้นการแจ้งข่าวผ่านโลกออนไลน์ กลุ่ม REDEM แจ้งข่าวการสลายการชุมนุมของตำรวจในเทเลแกรมครั้งแรกเวลา 18.20 น. และในทวิตเตอร์ครั้งแรกเวลา 18.22 น. จากนั้นเวลา 18.31 น. จึงแจ้งเส้นทางปลอดภัยให้ผู้ชุมนุมข้ามถนนวิภาวดีไปอีกฝั่งหนึ่งซึ่งต้องเดินปีนเกาะกลางถนนโดยไม่มีสะพานลอย ซึ่งเป็นการแจ้งเส้นทางปลอดภัยเป็นครั้งแรกของการชุมนุมนี้ 
 
หลังสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น เวลา 19.44 น. ผู้ชุมนุมบอกต่อๆกันว่า ยุติการชุมนุมแล้วโดยที่ไม่ทราบว่า ต้นทางมาจากไหน ต่อมาเวลา 19.55 น. กลุ่ม REDEM เปิดให้ออกเสียงเป็นเวลา 10 นาทีในกลุ่มเทเลแกรมว่า จะยุติการชุมนุมแล้วพบกันครั้งหน้าหรือไปราบ 1  จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.06 น. จึงประกาศยุติ ผลออกเสียงห่างกันเพียง 16 เสียงเท่านั้น คือ ให้ยุติ 1,442 เสียงและไปต่อ 1,426 เสียง 
 
หลังประกาศยุติทางเทเลแกรม เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ผู้ชุมนุมจำนวนมากยังอยู่ในพื้นที่ รถกระบะที่มีเครื่องขยายเสียงยังคงประกาศระดมคนไปตามแนวตำรวจอยู่ ส่งผลให้ผู้ชุมนุมที่เพิ่งมาถึงไม่เชื่อว่า จะเลิกการชุมนุมและจำนวนมากไม่ได้รับรู้ว่า ตำรวจทำร้ายร่างกายผู้ชุมนุม มีการฉีดน้ำและแก๊ซน้ำตาแล้ว หลายคนเป็นผู้เปราะบางไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุและเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่มาในที่ชุมนุมโดยลำพัง ไม่นับรวมชาวเมียนมามากกว่า 100 คนที่ยังคงค้าง พวกเขาไม่กล้าที่จะข้ามถนนวิภาวดีรังสิตเพื่อขึ้นรถกลับบ้านเนื่องจากเห็นว่า ตำรวจจราจรที่ดูแลทางด่วนโทลเวย์ยืนอยู่ และบางส่วนไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้
 
 

ไม่เจรจา ไม่แจ้งเตือนเรื่องการฉีดน้ำ แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง

 
จากการสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลประกอบพบว่า ตำรวจได้ทำการแจ้งเตือนตามขั้นตอนทางกฎหมายก่อนการสลายการชุมนุมอย่างน้อย 1 ครั้ง บริเวณเกาะพญาไท ในเวลา 15.10 น. โดยเป็นการประกาศข้อกฎหมาย แต่ไม่มีการแจ้งมาตรการและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการสลายการชุมนุม ผู้กำกับการสน.พญาไทประกาศข้อกฎหมายเรื่องห้ามการรวมตัวที่ออกตามความพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในระหว่างเดินขบวนแม้ผู้ชุมนุมจะเดินผ่านซอยพหลโยธิน 2 ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำรวจและมีเครื่องขยายเสียง แต่ตำรวจไม่ได้มีการแจ้งเตือนหรือประกาศข้อห้ามใดๆ ปล่อยให้ผู้ชุมนุมเดินขบวนไปถึงราบ 1 ได้อย่างสะดวก
 
เมื่อไปถึงหน้าราบ 1 มีการตัดลวดหนามและเลื่อนตู้คอนเทนเนอร์เพื่อเปิดถนนด้านหน้า ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า ทหารด้านในราบ 1 ประกาศว่า ราบ 1 เป็นเขตพระราชฐาน แต่เสียงประกาศนั้นไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่การชุมนุมทั้งหมด ผู้สังเกตการณ์หกคนที่ยืนอยู่ที่ซอยพหลโยธิน 2, ด้านหน้าตู้คอนเทนเนอร์ราบ 1 และบริเวณหน้าปั๊มปตท. ไม่ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าว
 
1663
 
หลังจากผู้ชุมนุมเริ่มดันตู้คอนเทนเนอร์ออกจากหน้าประตูทางราบ 1  เมื่อเวลา 17.40 น. หลังจากนั้น 22 นาที ตำรวจนำกำลังตำรวจควบคุมฝูงชนพร้อมโล่ หมวกกันน็อก และกระบอง เดินออกมาจากสโมสรกองทัพบกและวิ่งเหยาะๆ เข้ามาที่บริเวณพื้นที่ชุมนุม 
 
เวลา 18.12 น. ตำรวจมาถึงบริเวณทางออกปั๊มปตท.เผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณดังกล่าวจำนวนไม่ถึง 200 คน ระหว่างนั้นตำรวจไม่มีประกาศแจ้งเตือนเรื่องมาตรการทางกฎหมาย หรือสั่งให้เลิกการชุมนุม หรือให้โอกาสให้ผู้ชุมนุมได้เจรจา ตำรวจใช้โทรโข่งสื่อสารกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่า “ทั้งหมดหน้าเดิน” 
 
1664
 
เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งหน้าเดิน ตำรวจก็ “วิ่งกรู” เข้าหาผู้ชุมนุม และผู้ชุมนุมก็ถอยหนี มีการทำร้ายผู้ชุมนุมที่หนีไม่ทันอย่างงน้อย 3 คน ขณะที่ตำรวจบางส่วนวิ่งขึ้นมาบนสะพานลอย ไล่ประชาชนและผู้สื่อข่าวให้ข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ผู้สื่อข่าวพยายามจะชี้แจงว่า พวกเขามีหน้าที่ทำข่าว “ให้พวกผมทำงานกันบ้างก็ได้” ตำรวจไม่อนุญาตให้อยู่ต่อและผลักดันผู้สื่อข่าวลงจากสะพานลอยในทันทีระบุว่า “ฟังตำรวจบ้างเซ่ เอ้อ ตีงงกันตลอดเลยหรือไง”
 
การใช้รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และกระสุนยางเกิดขึ้นระลอกที่ 1 ที่แนวตำรวจซอยพหลโยธิน 2 หน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก เวลา 18.10 น. มีเพียงการประกาศให้ผู้ชุมนุมถอยออกจากแนวตำรวจ 10 เมตร และ 10 นาทีถัดมาประกาศว่า การกระทำของผู้ชุมนุม คือ การกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย จากนั้นในเวลา 18.39 น. ตำรวจเริ่มฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม มีผู้ได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตา ผู้สังเกตการณ์ 2 คน ที่ยืนอยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามวิภาวดีรังสิต ไม่ได้ยินการประกาศแจ้งเตือนจากตำรวจว่า จะฉีดน้ำ หลังจากนั้นเพียง 6 นาทีตำรวจฉีดน้ำอีกครั้ง และผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บริเวณหน้ารพ.ทหารผ่านศึก รู้สึกระคายเคืองตา จนกระทั่งเวลา 19.20 น.ผู้ชุมนุมเริ่มดันแนวตำรวจที่ด้านหน้ารพ.ทหารผ่านศึก เจ้าหน้าที่จึงเริ่มต้นใช้กระสุนยางยิงใส่ผู้ชุมนุม
 
1667
 
 
1666
 
ระลอกที่ 2 เกิดขึ้นทางฝั่งแนวหน้าปั๊มปตท. ในเวลา 20.13 น. ตำรวจประกาศให้รถฉีดน้ำเตรียมตัวถ้าผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวมาถึงแนว จากนั้นอีก 7 นาทีให้หลังจึงฉีดน้ำ ระหว่างนั้นมีการใช้แก๊สน้ำตาอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง  ช่วงหลัง 21.00 น. เป็นช่วงที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนที่ตั้งแถวอยู่หน้าราบ 1 ใช้กระสุนยางยิงไปทางผู้ชุมนุมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามถนนวิภาวดีรังสิตอย่างต่อเนื่อง แม้ผู้ชุมนุมจะข้ามถนนไปอีกฝั่งแล้วตำรวจยังคงรุกยิงตามไป ซึ่งเวลานั้นตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงประกาศเพียงว่า จะเปิดเส้นทางจราจร ขอให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน ไม่มีการแจ้งว่า จะใช้กระสุนยางในการสลายผู้ชุมนุม
 
 

ตำรวจเปิดฉากความรุนแรงและทำร้ายผู้ชุมนุมไม่น้อยกว่า 4 กรณี

 
การทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นอย่างน้อย 2 ระลอก ระลอกแรก คือ ช่วงเวลา 18.13 น. ที่ตำรวจควบคุมฝูงชนเดินแถวเข้ามาที่ทางออกปั๊มปตท. และช่วงเวลา 21.00 น. หลังตำรวจควบคุมฝูงชนยิงกระสุนยางและฉีดน้ำไล่ผู้ชุมนุมออกจากถนนวิภาวดีฝั่งขาออก
 
บริเวณหน้าปั๊มปตท. เวลา 18.13 น. ตำรวจควบคุมฝูงชนตั้งแถววิ่งเข้าหาผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณนั้น ประชาชนถูกตำรวจควบคุมฝูงชนทำร้ายไม่น้อยกว่า 3 กรณี การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผู้สื่อข่าวและประชาชนที่สัญจรไปมาบนถนนวิภาวดี  จากการสังเกตการณ์ผู้ถูกทำร้ายรายที่ 1 ยืนอยู่ริมถนนกำลังทำท่าทีคล้ายการถ่ายวิดีโอการเดินแถวของตำรวจ ด้านข้างมีชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย จากนั้นตำรวจไปคว้าตัวและผลักล้มลงในแนวตำรวจ ชายคนที่ยืนด้านข้างจึงรีบหลบขึ้นรถยนต์ที่จอดอยู่
 
ผู้ถูกทำร้ายรายที่ 2 ยืนอยู่หน้าแนวของตำรวจและถอยหลังออกมาเมื่อตำรวจเริ่มเดินเข้าหา เมื่อตำรวจเข้าประชิดชายคนดังกล่าวถูกตำรวจเตะที่ท้องจนล้มลง จากนั้นแถวของตำรวจเดินหน้าต่อก้าวย่ำ ทำให้ชายที่ถูกทำร้ายมีลักษณะถูกม้วนเข้าไปกลางแนวตำรวจ ระหว่างนั้นผู้ชุมนุมมีการปาสีและสิ่งของใส่ตำรวจ สิ่งของเหล่านั้นบางส่วนถูกโล่ บางส่วนตกด้านหน้าแนวตำรวจ
 
ส่วนผู้ถูกทำร้ายรายที่ 3  จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอขนาดสั้นเห็นว่า ชายคนดังกล่าวหมอบลงไปที่พื้น ขณะที่ตำรวจไม่น้อยกว่า 5 นายยังคงใช้เท้ากระทืบไปที่ตัวของชายคนนั้น
 
1668
 
ระลอกที่ 2 คือ ช่วงเวลา 21.00 น. เยาวชนชายวัย 16 ปีให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า เวลาประมาณ 21.00 น. เขายืนอยู่ที่หน้าปั๊มเชลล์ ฝั่งตรงข้ามกับราบ 1 ตำรวจควบคุมฝูงชนวิ่งข้ามถนนมา เขาจึงตัดสินใจวิ่งหนี ระหว่างที่เขากำลังช่วยผู้หญิงที่ล้มลง ตำรวจยิงกระสุนยางใส่ที่หลัง ทำให้เขาวิ่งไม่ทันและถูกจับในที่สุด หลังจับกุมตำรวจกระทืบเขาซ้ำๆ พร้อมกล่าวว่า มึงทำเพื่อนกูทำไม เยาวชนรายดังกล่าวว่า เขาไม่ได้ทำอะไรเลยเพิ่งจะมาถึงที่ชุมนุมเมื่อสักครู่ด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้รับความเห็นใจใดๆ
 
 

ไม่เปิดเส้นทางและเผื่อเวลาให้กลับบ้านโดยปลอดภัย

 

นับตั้งแต่เวลา 17.30 น. เมื่อผู้ชุมนุมปิดเส้นทางคู่ขนานด้านหน้าราบ 1 ทำให้ไม่มีรถสามารถผ่านเข้าไปในทางคู่ขนานฝั่งมุ่งหน้าแยกสุทธิสารวินิจฉัยได้ รถยนต์ที่จะวิ่งขึ้นโทลล์เวย์และวิ่งในทางหลักของถนนวิภาวดียังวิ่งได้ ขณะที่ตำรวจวางกำลังประกบผู้ชุมนุมจากสองฝั่ง คือ แนวซอยพหลโยธิน 2 และแนวหน้าปั๊มปตท. สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้ชุมนุมไม่มีทางออกจากที่ชุมนุมได้นอกจากจะต้องข้ามถนนวิภาวดีไปอีกฝั่งหนึ่งเท่านั้น 
 
การเผชิญหน้ากันระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจเริ่มขึ้นในเวลา 18.13 น. ที่แนวหน้าปั๊มปตท. เมื่อแนวหน้าปั๊มปตท.สงบลง ที่แนวซอยพหลโยธิน 2 ก็เกิดการปะทะใหม่ สลับกันไปมา ผู้ชุมนุมต่างวิ่งกลับไปกลับมาเพื่อช่วยเหลือกันระหว่าง 2 แนวนี้ 
 
ที่แนวปตท.เวลา 19.45 น. ตำรวจประกาศให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านทางแยกสุทธิสารวินิจฉัย โดยตำรวจจะเปิดเส้นทางให้เดินออก ซึ่งในเวลาดังกล่าวกลุ่ม  REDEM ยังไม่ประกาศยุติการชุมนุม และกล่าวด้วยว่า หากมีการจับกุมจะใช้มือเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงเส้นทางดังกล่าวค่อนข้างเปลี่ยว เมื่อเดินผ่านแนวตำรวจไปแล้วไม่มีรถใดๆ วิ่งผ่านได้เลย ผู้ชุมนุมที่จะกลับบ้านจำต้องข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามเท่านั้น ขณะที่บางส่วนรีรอช่วยเหลือผู้ชุมนุมที่คงค้างอยู่จำนวนมาก บางส่วนยังรอเพื่อนำรถส่วนตัวที่จอดค้างอยู่ในแนวตำรวจออก 
 
จนถึงเวลา 20.00 น. ก่อนหน้า REDEM ประกาศยุติการชุมนุม 6 นาที ตำรวจ ตั้งแถวปิดทางคู่ขนานอีกครั้งและเดินเรียงแถวเข้าหาผู้ชุมนุม โดยเว้นพื้นที่สองเลนทางขวาไว้คล้ายจะให้คนเดินออกได้ขณะที่แถวตำรวจพร้อมอาวุธและรถฉีดน้ำก็เดินหน้าเข้าหาผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจตะโกนให้ตำรวจถอยไป จนเวลา 20.04 ตำรวจก็ตั้งแถวปิดถนนทางคู่ขนานทั้งสี่เลน จนถึงเวลา 20.12 น. รถฉีดน้ำเคลื่อนมาหลังแนวตำรวจ   ผู้ชุมนุมเริ่มขว้างปาขวดน้ำและใช้ไม้พลองตีไปที่แนวตำรวจ ตำรวจตะโกนขอให้หยุด พร้อมถอยร่นไปทางแยกสุทธิสารวินิจฉัย ผ่านไปไม่กี่นาทีตำรวจประกาศให้รถน้ำเตรียมตัว พร้อมระบุว่าถ้าผู้ชุมนุมมาถึงแนวที่กำหนดไว้ให้ใช้น้ำได้เลย จากนั้นเริ่มฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมอีกครั้ง ต่อมาเวลา 20.37 น. ตำรวจประกาศบนรถประชาสัมพันธ์ว่า จะไม่มีการสลายการชุมนุม
 
1662
 
ที่แนวซอยพหลโยธิน 2 เวลา 20.17 น. ภายหลังการประกาศยุติการชุมนุมเพียง 11 นาที ตำรวจควบคุมฝูงชนที่วางกำลังภายในซอยสั่งจัดแถวและเตรียมเคลื่อนขบวน จากนั้นเวลา 20.24 น. ตำรวจฝ่าแผงกั้นของผู้ชุมนุมมาที่หน้าโรงพยาบาลทหารผ่านศึก และเวลา 20.33 น. ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนหลายร้อยนายเดินแถวมุ่งหน้ามาทางราบ 1 พร้อมประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงเป็นระยะว่าไม่ได้มาเพื่อสลายการชุมนุม จะขอเดินกลับที่ตั้ง แต่ก็ใช้กระสุนยางยิงจากหลังแนวโล่เป็นระยะ เป็นการยิงแนวขนานกับพื้นความสูงระดับศีรษะ โดยตำรวจชุดควบคุมฝูงชนอีกชุดหนึ่งประมาณร้อยนายพร้อมอาวุธ ตั้งแถวปิดถนนวิภาวดีตามแนวใต้สะพานลอยหน้ารพ.ทหารผ่านศึก ทั้งบนถนนคู่ขนานและถนนหลัก และขอตรวจค้นทุกคนที่เดินผ่านทำให้ผู้ชุมนุมไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะเดินทางออกจากพื้นที่ทางนั้น
 
1660
 
 
1661
 
เวลา 21.17 น. ผู้ชุมนุมที่ข้ามถนนมาอยู่ฝั่งตรงข้ามแล้ว ตำรวจยังใช้กระสุนยางไล่ยิงเปิดทางและวิ่งข้ามฟากมาตามผู้ชุมนุมที่คงค้างที่ปั๊มเชลล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ We Volunteer ประกาศเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับนัดหมายให้ผู้ชุมนุมที่จะกลับบ้านมารวมตัวกัน ทั้งภายในปั๊มยังมีเตนท์แพทย์พยาบาลอาสาอยู่ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเหลือทางปลอดภัยเพียงทางเดียว คือ การเรียกรถแท็กซี่หรือวินมอเตอร์ไซด์ออกไปทางสามเหลี่ยมดินแดงหรือเดินย้อนลงไปที่แยกสุทธิวินิจฉัย ฝั่งตรงข้ามราบ 1 แต่เมื่อหลายคนเดินไปก็พบว่า มีการวิ่งไล่คนบนสะพานลอยจนแตกฮือกลับมาที่ฝั่งตรงข้ามบริเวณป้ายรถเมล์ ลักษณะดังกล่าวสร้างความสับสนและหวาดกลัวให้แก่ผู้ชุมนุมที่ต้องการจะเดินทางกลับบ้าน โดยไม่มีใครรู้ว่าจะต้องกลับด้วยเส้นทางใดจึงจะปลอดภัย
Article type: