“ไม่แออัด-ไม่ปลุกปั่น-ไม่มีหลักฐาน”: ทบทวนคำสั่ง 'ไม่ฟ้อง-ยกฟ้อง' ในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตลอดปี 2564

พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือ พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กฎหมายที่ให้อำนาจพิเศษแก่รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเพื่อความปลอดภัยของประเทศ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่ 26 มีนาคม 2563 โดยมีทั้งข้อห้ามมิให้บุคคลออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด ห้ามการเสนอข่าวสารที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม กระทั่งการห้ามมิให้มีการชุมนุมรวมตัวกัน

 

ภายหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปี จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ที่เริ่มมีการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมในข้อหา "ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ" จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2564 มีผู้ถูกกล่าวหาแล้วอย่างน้อย 1,367 คน จากจำนวน 594 คดี โดยแยกเป็นคดีในระหว่างที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีกจำนวน 24 คดี จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “ได้หมายซ้ำซ้อน” ของแกนนำผู้จัดและผู้เข้าร่วมชุมนุม เช่น ไบร์ท เครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี ได้รับหมายจำนวน 28 คดี, ไดโน่ ทะลุฟ้าจำนวน 21 คดี และครูใหญ่ อรรถพลจำนวน 18 คดี 

 

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขดังกล่าว บางคดีก็ได้สิ้นสุดลงแล้วสืบเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ เช่น คดีชุมนุมรำลึกครบรอบหกปี รัฐประหาร ที่จัดขึ้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2563 เพื่อระดมทุนช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากการระบาดของโควิด-19 โดยอัยการได้มีความเห็นสั่งฟ้อง “ฟอร์ด เส้นทางสีแดง” หรือ อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ และทศพร เสรีรักษ์ ต่อศาลแขวงปทุมวัน ภายหลังการรับทราบข้อกล่าวหาและรับสารภาพ ทั้งสองได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง จากโทษปรับคนละ 5,000 บาท เหลือ 2,500 บาท

 

นอกเหนือจากการรับสารภาพแล้ว ยังมีคดีอีกจำนวนหนึ่งที่สิ้นสุดลงด้วยคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” จากคำสั่งของอัยการ รวมทั้งคำตัดสิน "ยกฟ้อง" จากการพิพากษาของศาล ก่อนที่จะก้าวไปสู่ปี 2565 ไอลอว์ชวนย้อนดูเอกสารคำวินิจฉัยของคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ตลอดปี 2564 ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้นหกคดีดังต่อไปนี้

 

 

2206

 

1) ชุมนุม #ลำปางรวมการเฉพาะกิจ (26 กรกฎาคม 2563) 

จากกรณีการชุมนุม #ลำปางรวมการเฉพาะกิจ ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณสวนสาธารณะห้าแยกหอนาฬิกา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เมื่อ 26 กรกฎาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยื่นข้อเรียกร้องจำนวนห้าข้อต่อรัฐบาล ภายหลังการชุมนุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาต่อผู้ชุมนุมสี่คน ประกอบไปด้วย พินิจ ทองคำ, เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์, บอล ธนวัฒน์ วงค์ไชย และ อานนท์ นำภา

 

หนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี ลงวันที่ 3 มีนาคม 2564 ลงนามโดยนายณัฐนนท์ ไวปัญญา อัยการจังหวัดผู้ช่วย ปฏิบัติราชการแทนอัยการจังหวัดคดีศาลแขวงลำปาง มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

 

“พิจารณาแล้ว จากพยานหลักฐานรูปถ่ายสถานที่เกิดเหตุบริเวณข่วงนคร ห้าแยกหอนาฬิกา ซึ่งเป็นสวนสาธารณะ มีลักษณะเป็นลานกว้าง โล่งแจ้ง ไม่มีลักษณะเป็นสถานที่แออัด อันจะมีลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่กำลังระบาดอยู่ในประเทศไทยในช่วงเวลาเกิดเหตุแต่อย่างใด

 

“อีกทั้งมีภาพถ่ายของผู้ที่มาร่วมชุมนุมส่วนใหญ่มีการป้องกันโรคติดต่อ ด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย ยืนและนั่งกระจายกันตามจุดต่างๆ ไม่มีลักษณะแออัด ที่เบียดเสียดใกล้ชิดกันแต่ประการใด และในการชุมนุมมีการประสานกับเจ้าหน้าที่จัดกิจกรรมในระยะเวลาที่ไม่นาน เนื้อหาปราศรัยส่วนใหญ่โจมตีการบริหารงานของรัฐบาล มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพ ที่มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใดที่ชัดว่ามีการยุยงปลุกปั่น หรือกระทำการใดๆ เพื่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองแต่อย่างใด

 

“เมื่อพิจารณาจาก รายงานหรือสถิติผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ในท้องที่จังหวัดลำปาง ตามหนังสือของ ศาลากลางจังหวัดลำปางที่ ลป 0032/23631 ลงวันที่ 17 พ.ย. 2563 (เหตุในคดีเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2563) ไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในท้องที่จังหวัดลำปางแต่อย่างใด

 

“คดีนี้ ผู้ต้องหาทั้งสี่ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาในคดีนี้ พยานหลักฐานในคดียังมีไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาในคดีนี้ คดีมีพยานหลักฐานไม่พอฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่ในคดีนี้

 

ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า คดีการชุมนุม #ลำปางรวมการเฉพาะกิจ นับเป็นคดีแรก ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตั้งแต่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นต้นมา 

 

อ่านเอกสารแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี : https://tlhr2014.com/archives/28755

 

2) ชุมนุม #เด็กนนท์พร้อมชนเผด็จการ (29 กรกฎาคม 2563)

จากกรณีการชุมนุม #เด็กนนท์พร้อมชนเผด็จการ  ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณลานท่าน้ำนนทบุรีเมื่อ 26 กรกฎาคม 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนสามข้อเรียกร้องหลักของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ภายหลังการชุมนุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาต่อผู้ชุมนุมสามคน ประกอบไปด้วย ปาริชาติ เลิศอัคระรัตน์, ศศณัฐ เจริญราษฎร และไบรท์ ชินวัตร จันทร์กระจ่าง

 

หนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ลงนามโดยอัคคพล รักผกา อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการภาค 1 รักษาการในตำแหน่งอัยการคดีศาลแขวงนนทบุรี มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

 

“ในความผิดฐานการกระทำอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย พนักงานอัยการเห็นว่าคดีมีบันทึกการถอดเทปปราศรัยกลุ่มผู้ชุมนุม และบันทึกข้อความ เรื่องรายงานการจัดกิจกรรมของกลุ่มเคลื่อนไหวของกลุ่มเยาวชนและกลุ่มลูกทุเรียนต่อต้านเผด็จการ ลงวันที่ 3 กันยายน 2564 ซึ่งได้สรุปเนื้อหาในการชุมนุมว่า “ในส่วนของผู้ต้องหาที่ 1 (ชินวัตร) ได้กล่าวข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน 2. จัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยประชาชน 3. ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หยุดคุกคามประชาชน ส่วนของแกนนำอื่นได้สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันพูดกับนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่มาร่วมการชุมนุม โดยเนื้อหาจะเป็นการพูดเกี่ยวกับระบบการศึกษา การเรียนการสอนของครูในโรงเรียน และร่วมกันทำกิจกรรมร้อง เต้น ฯลฯ..”

 

“และยังได้สรุปข้อความสำคัญจากการปราศรัยว่า “ไม่ปรากฏว่าได้มีการพูดกับประชาชนที่มาร่วมชุมนุมในทำนองและลักษณะที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปกระทำละเมิดต่อกฎหมาย หรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองแต่อย่างใด หรือปลุกระดมประชาชนทั่วไป หรือมีถ้อยคำจาบจ้วงหรือหมิ่นสถาบันแต่อย่างใด” ประกอบกับผู้กล่าวหา ที่ทำหน้าที่ติดตามความเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมตลอดระยะเวลาที่ชุมนุม ก็ไม่ยืนยันว่าในวันชุมนุม ผู้ต้องหาทั้งสามได้กระทำการใดหรือกล่าวถ้อยคำใดมีลักษณะเป็นการยุยงผู้ร่วมชุมนุม ให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยแต่อย่างใด จึงเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสามได้การกระทำอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย”

 

“ในส่วนความผิดฐานร่วมกันชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด อันมีลักษณะเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค พนักงานอัยการเห็นว่า คดีมีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ตำแหน่งรักษาการณ์นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมป้องกัน ได้ตรวจดูภาพถ่ายการชุมนุมในวันดังกล่าว ยืนยันว่าบริเวณลานกิจกรรมท่าน้ำนนทบุรี เป็นสถานที่โล่ง โป่ง ไม่มีสิ่งบดบัง อากาศถ่ายเทได้ตลอดเวลา มิได้เป็นสถานที่แออัด อันจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคแต่อย่างใด การชุมนุมดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558”

 

“ทั้งพยานให้การยืนยันว่าในกรณีการชุมนุมนี้ ไม่พบว่ามีผู้ที่เป็นหรือมีเหตุสงสัยว่าเป็นโควิด-19 ทั้งในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ทั้งพื้นที่จังหวัดนนทบุรีไม่พบผู้ติดเชื้อต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 60 วัน จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนโรค การกระทำของผู้ต้องหาจึงไม่มีโอกาสแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายผู้เข้าร่วมชุมนุมและภาพจากโดรนมุมสูง ผู้เข้าร่วมชุมนุมมีการใส่หน้ากากอนามัย และผู้นำปราศรัย ได้มีการเว้นระยะห่างจากผู้ฟังพอสมควร”

 

“ทั้งในวันชุมนุมดังกล่าว ได้มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขร่วมกันจัดทางเข้าออกให้กับผู้ชุมนุมเป็นทางเดียว และจัดให้มีการตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิผู้เข้าร่วมชุมนุม อันเป็นการป้องกันมิให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมเสี่ยงต่อการติดโรคได้ จึงเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาทั้งสาม ยังไม่เป็นความผิดตามข้อกล่าวหา”

 

ทั้งนี้ ภายหลังคำสั่งไม่ฟ้อง ศศณัฐและปาริชาติยังถูกเรียกตัวไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหา “ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต” และชำระค่าปรับเทียบเป็นจำนวนเงิน 100 บาท เป็นผลให้คดีเป็นอันสิ้นสุดลง

 

อ่านเอกสารแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี : https://tlhr2014.com/archives/37389

 

3) และ 4) กิจกรรมยื่นหนังสือ #Saveวันเฉลิม หน้าสถานทูตกัมพูชา (8 มิถุนายน 2563)

จากกรณีการทำกิจกรรมยื่นหนังสือ #Saveวันเฉลิม ที่หน้าสถานทูตกัมพูชา เมื่อ 8 มิถุนายน 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาติดตามการหายตัวไปของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ และสืบเนื่องจากการชุมนุมในวันดังกล่าวได้แบ่งเป็นสองช่วงเวลา หมายเรียกฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จึงได้แบ่งออกเป็นสองคดี ดังนี้

 

คดีแรก แจ้งต่อกลุ่มที่ไปยื่นหนังสือต่อสถานทูตในช่วงเช้า โดยเป็นนักกิจกรรมจากเครือข่าย People Go และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) รวมสี่คน ประกอบไปด้วย ณัฐวุฒิ อุปปะ, แสงศิริ ตรีมรรคา, วศิน พงษ์เก่า และ อภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ โดยหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2564 ลงนามโดยพนักงานอัยการพิเศษคดีศาลแขวง 2 มีเนื้อหาระบุว่า

 

“จากคำให้การของพยาน ต่างยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ได้ยืนอยู่หน้าสถานทูตกัมพูชา ประจำประเทศไทย ที่เกิดเหตุ ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.10 น. โดยมีวัตถุประสงค์มายื่นหนังสือ 2 ฉบับ ต่อสถานทูตกัมพูชา คือหนังสือแถลงการณ์ของคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน และหนังสือขอให้เร่งรัดดำเนินการและหาตัวและช่วยเหลือนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกอุ้มหายตัวไปในประเทศกัมพูชา และนำตัวผู้กระทำความผิดมาสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่สถานทูตกัมพูชาออกมารับหนังสือ”

 

“จนกระทั่งเวลา 11.40 น. ผู้ต้องหาทั้งสี่แยกย้ายกันกลับ โดยที่ไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายหรือรุนแรงแต่อย่างใด จึงไม่เป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองแต่อย่างใด เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยทั่วไป ทั้งสถานที่ที่ผู้ต้องหาทั้งสี่ไปขอยื่นหนังสือต่อสถานทูตกัมพูชานั้น ก็เป็นบริเวณด้านนอกสถานทูตฯ บนทางเท้าเป็นที่โล่งและกว้างขวาง ไม่ได้เป็นสถานที่แออัดแต่อย่างใด อีกทั้งผู้ต้องหาทั้งสี่ก็ได้สวมหน้ากากอนามัยขณะที่ทำกิจกรรมด้วยกันทุกคน

 

“และเมื่อพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของผู้ต้องหาทั้งสี่แล้ว ก็เห็นได้ว่าผู้ต้องหาทั้งสี่มีวัตถุประสงค์เพียงยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสถานทูตกัมพูชา ในเรื่องการขอให้สถานทูตกัมพูชาดำเนินการอย่างเร่งด่วนในการหายตัวไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ เท่านั้น มิได้มีเจตนาที่จะยุยงให้ผู้อื่นมาร่วมชุมนุมกับพวกตนในทันที หรือก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมืองแต่อย่างใด และเมื่อไม่มีเจ้าหน้าที่สถานทูตกัมพูชาออกมารับหนังสือจากผู้ต้องหาทั้งสี่แล้ว ผู้ต้องหาทั้งสี่ก็ได้สลายตัวกลับในทันที ซึ่งรวมระยะเวลาที่ผู้ต้องหาทั้งสี่กับพวกอยู่ที่สถานทูตก็เพียงชั่วโมงเศษเท่านั้น จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้งสี่ จึงเห็นได้ว่าผู้ต้องหาทั้งสี่ไม่ได้มั่วสุมในสถานที่แออัด ไม่ได้ยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง คดีจึงมีหลักฐานไม่พอฟ้อง”

 

คดีที่สอง แจ้งต่อกลุ่มที่ทำกิจกรรมในช่วงเย็น โดยเป็นนักกิจกรรมจากหลากหลายกลุ่ม ถูกดำเนินคดีอีกหกคน ได้แก่ สมยศ พฤกษาเกษมสุข, โชติศักดิ์ อ่อนสูง, นภัสสร บุญรีย์, มัทนา อัจจิมา, ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี และ ‘แชมป์ 1984’ (นามสมมติ) โดยหนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 ก็ได้วินิจฉัยสั่งไม่ฟ้องคดีในลักษณะเดียวกันกับคดีแรก โดยเห็นว่า “การชุมนุมเป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพโดยทั่วไป ไม่ได้มั่วสุมในสถานที่แออัด ไม่ได้ยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง” เช่นเดียวกัน

 

อ่านเอกสารแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี : https://tlhr2014.com/archives/35711

 

5) คาร์ม็อบ #ไล่ประยุทธ์ จังหวัดตาก

จากกรณีการชุมนุมคาร์ม็อบ #ไล่ประยุทธ์ ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณจุดนัดพบหมู่บ้านหนองบัวใต้ และเคลื่อนขบวนไปยังเขตพื้นที่ สภ.วังเจ้า จังหวัดตาก เมื่อ 15 สิงหาคม 2564 ภายหลังการชุมนุมดังกล่าว “สุภา” (นามสมมติ) ประชาชนในจังหวัดตากวัย 63 ปี ถูกกล่าวหาว่าเธอได้แชร์โพสต์เชิญชวนทำกิจกรรม รวมทั้งนำรถกระบะมาเข้าร่วมในวันเกิดเหตุ จึงมีความผิดในสี่ข้อหา ได้แก่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัดตาก, ส่งเสียงดังอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันควร และกีดขวางทางสาธารณะ

 

หนังสือแจ้งคำสั่งไม่ฟ้อง ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ลงนามโดยกิตติพงษ์ สินพิทักษ์กุล รองอัยการจังหวัดตาก สำนักงานอัยการจังหวัดตาก ได้มีความเห็นไม่สั่งฟ้องในทุกข้อกล่าวหา มีเนื้อหาระบุว่า

 

“คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ ได้เดินทางมาบริเวณที่เกิดเหตุโดยต่างคนต่างขับรถยนต์ส่วนตัว ต่างคนต่างจอดรถยนต์บริเวณหน้าวัดพระนารายณ์ รวมกันประมาณ 17 คัน โดยจอดเป็นแถวเรียงต่อกันยาวบริเวณที่เกิดเหตุ เข้าร่วมกันทำกิจกรรมประมาณ 20 คน โดยทุกคนมีการสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตามมาตรการที่ทางราชการกำหนด แม้จะมีการรวมตัวกันบนถนนประมาณ 6-7 คน และทำการถ่ายรูปและแสดงสัญลักษณ์ยกมือชู 3 นิ้ว หลังจากนั้นผู้ต้องหาและผู้ร่วมกิจกรรมได้ขับรถเคลื่อนขบวนเป็นแถวเรียงยาวตามกันเป็นขบวน มุ่งหน้าสู่ถนนสาธารณะในหมู่บ้าน รวมตัวกันในระยะเวลาอันสั้น โดยสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าอยู่ โดยไม่ปรากฏว่ามีการสัมผัสใกล้ชิดหรือการกระทำอื่นใดที่จะทำให้เห็นว่าเป็นการเสี่ยงต่อการแพร่กระจายโรคติดต่อแต่อย่างใด ซึ่งบริเวณที่เกิดเหตุ เป็นพื้นที่เปิดโล่ง อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก”

 

“ขณะเกิดเหตุคดีนี้เป็นเวลากลางวันไม่ใช่ยามวิกาล ผู้ต้องหาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ขับรถเคลื่อนขบวนเป็นแถวเรียงยาวตามกันเป็นขบวนมุ่งหน้าสู่ถนนสาธารณะในหมู่บ้าน โดยขณะเคลื่อนขบวน ผู้ต้องหาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เปิดกระจกรถแสดงสัญลักษณ์ยกมือชู 3 นิ้ว โดยมีการเปิดไฟฉุกเฉินและบีบแตรเป็นระยะๆ ไปตามถนนที่เกิดเหตุในระดับปกติของการใช้รถยนต์ ไม่เป็นการใช้เสียงดังเกินกำหนด ไม่ถึงขนาดที่จะทำให้ประชาชนตกใจ และถนนสาธารณะดังกล่าว ไม่ปรากฏว่ามีประชาชนอยู่กันอย่างหนาแน่น จนถึงขนาดทำให้ประชาชนเดือดร้อน”

 

“การที่ผู้ต้องหาและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ขับรถเคลื่อนขบวนเป็นแถวเรียงตามกันเป็นขบวนไปตามถนนสาธารณะที่เกิดเหตุ ยานพาหนะอื่นๆ ในเส้นทางสาธารณะดังกล่าวก็ยังสามารถขับขี่ได้ตามปกติ โดยไม่ปรากฏว่ามีการปิดกั้นถนนที่เกิดเหตุโดยเจ้าพนักงานผู้รับผิดชอบแต่อย่างใด แม้จะเป็นการไม่สะดวกอยู่บ้าง ก็ยังไม่เป็นเหตุถึงขนาดเป็นการกีดขวางทางสาธารณะจนเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร ดังนั้น พยานหลักฐานจึงไม่พอฟ้อง”

 

ทั้งนี้ คดีของ “สุภา” นับเป็นคดีการชุมนุมคาร์ม็อบคดีแรกในช่วงครึ่งหลังของปี 2564  ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี

 

อ่านเอกสารแจ้งคำสั่งไม่ฟ้องคดี : https://tlhr2014.com/archives/39280

 

6) มายด์ ภัสราวลี ชุมนุม #21ตุลาไปอนุสาวรีย์ชัย (21 ตุลาคม 2563)

จากกรณีการชุมนุม #21ตุลาไปอนุสาวรีย์ชัย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 โดยเป็นการนัดรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ก่อนจะเดินเท้ามุ่งหน้าไปยังทำเนียบรัฐบาลเพื่อยื่นจดหมายลาออกของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฉบับจำลองให้ตัวแทนจากสำนักนายกรัฐมนตรี ภายหลังการชุมนุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาต่อผู้ชุมนุม 14 คน อาทิ ชลธิชา แจ้งเร็ว, กรกช แสงเย็นพันธ์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, ปิยรัฐ จงเทพ, ชาติชาย แกดำ และไพศาล จันปาน โดยพนักงานอัยการได้ทยอยสั่งฟ้องจำเลยและแยกสำนวนคดีเป็นรายบุคคล จึงไม่ได้มีการพิจารณาร่วมเป็นคดีเดียวกัน

 

สำหรับคดีของมายด์ ภัสราวลี ที่ถูกตั้งข้อหา “ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง” ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 ธันวาคม 2564 ศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษาโดยสรุประบุว่า

 

“ตามข้อกล่าวหาของโจทก์ ที่ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ร่วมก่อความรุนแรง คือ มีการฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น ในทางนำสืบพบว่า จำเลยอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัย และบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยมีอาวุธหรือได้กระทำความรุนแรงใด กรณีมีการฝ่าแนวกั้นตำรวจนั้น ก็ไม่มีพยานหลักฐานปรากฏว่าจำเลยได้อยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ หรือมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ฝ่าแนวกั้นดังกล่าว พฤติการณ์ของจำเลยจึงยังไม่ได้กระทำความรุนแรงตามโจทก์ฟ้อง”

 

“ประกอบกับการออกคำสั่งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563 นั้น จำต้องประกาศใช้ในสถานการณ์ที่มีความฉุกเฉินและมีความร้ายแรงอย่างยิ่ง รวมถึง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ร้ายแรงนั้น จำต้องใช้บังคับกับการชุมนุมที่ไม่ชอบโดยกฎหมายเท่านั้น” 

 

“แต่ศาลเห็นว่าการชุมนุม เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 เพื่อเดินทางไปยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่งนั้น เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44 การเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจึงเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับการคุ้มครอง” 

 

“ส่วนในประเด็นของการชุมนุมที่มีการมั่วสุมเกินกว่า 5 คน ตามประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ลงวันที่ 15 ต.ค. 63  ศาลแขวงดุสิตได้วินิจฉัยว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 คำว่า “มั่วสุม” หมายถึง การชุมนุมกันเพื่อกระทำการในทางไม่ดี “ส่วนการที่มีบุคคลมารวมตัวกันกว่า 10,000 คน เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้น เป็นการเรียกร้องโดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่ “การมั่วสุม” ประกอบกับอัยการโจทก์นำสืบไม่ได้ว่ามี “การมั่วสุม” อย่างไร”

 

อ่านคำพิพากษายกฟ้อง : https://tlhr2014.com/archives/38803

 

ข้อสังเกตแนวทางของคำวินิจฉัย

หากพิจารณาคำวินิจฉัยจากเอกสารคำสั่งไม่ฟ้องในห้าคดีแรกจะพบว่า มูลเหตุซึ่งชี้ว่าจำเลยไม่มีความผิดนั้นเป็นไปในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือ การจัดกิจกรรมไม่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งปัจจัยด้านสถานที่จัดซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง ไม่แออัด รวมทั้งมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายของผู้เข้าร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ที่มีการการสวมใส่หน้ากากอนามัย มีการเว้นระยะห่างจากกัน และมีการตั้งจุดตรวจคัดกรองวัดอุณหภูมิ รวมทั้งสองในสี่คดียังได้อ้างอิงข้อมูลเชิงสถิติว่า วันเวลาที่มีการจัดชุมนุมในจังหวัดนั้นๆ หรือในบริเวณดังกล่าว ไม่พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด

 

นอกจากนี้ มูลเหตุของคำสั่งไม่ฟ้องในแต่ละคดียังมุ่งพิจารณาไปที่เนื้อหาคำปราศรัย โดยหากเนื้อความส่วนใหญ่นั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาล ก็จะสามารถอนุมานได้ว่าเป็น “การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” อันเป็นสิทธิเสรีภาพและได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งยังพิจารณาจากการไม่สามารถหาข้อเท็จจริงและหลักฐานมากพอเพื่อชี้ชัดว่า การทำกิจกรรมในวันเวลาดังกล่าวเป็นการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือไม่

 

ในขณะที่คดีที่หกซึ่งเป็นคำสั่งยกฟ้องข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรงจากศาลแขวงดุสิตในกรณีคดีของมายด์ ก็ได้มีการพิจารณาไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีการอ้างอิงพจนานุกรมของราชบัณฑิตยสถานเพื่อโต้แย้งว่า พฤติการณ์ของจำเลยไม่เข้าข่ายคำว่า “มั่วสุม” และการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกนั้นเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตจากตัวเลขในภาพรวมของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่า คดีที่มีคำสั่ง "ไม่ฟ้อง" ยังเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เนื่องจากแนวโน้มส่วนใหญ่ของพนักงานอัยการมักมีคำสั่งฟ้องส่งให้คดีขึ้นไปสู่ชั้นศาล ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า บทบาทของพนักงานอัยการในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตั้งข้อกล่าวหาต่อผู้ชุมนุมทางการเมืองนั้นยังเป็นไปอย่างจำกัด

ชนิดบทความ: