เมนู สุพิชฌาย์ จาก #มอชองัดข้อเผด็จการ ถึงปรากฏการณ์ทะลุวัง

 
 
 
"หนูเป็นสิ่งที่ระบบการศึกษาเรียกว่าสิ่งมีตำหนิ หนูเป็นความผิดพลาดของระบบการศึกษา หนูเรียนศิลป์ภาษาและเขาก็บอกว่า เรียนศิลป์ภาษาเกรดไม่ถึงหรือเปล่า แต่ความจริงหนูอยากบอกให้คนรู้ว่าหนูชอบทำเกม แต่สายการเรียนไม่มีเนื้อหาแนวนี้ให้หนูเลย หนูรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทก์ หนูก็เลยเรียนศิลป์ภาษาที่หนูจะได้มีเวลาว่างมากขึ้น หนูฝึกเขียนโค้ด ทำอะนิเมชัน หนูทำเกม แต่หนูกลายเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษาค่ะ" 
 
คือบางช่วงบางตอนของความในใจอันแสนอึดอัดต่อระบบการศึกษาที่เมนู-สุพิชฌาย์ ชัยลอม ซึ่งขณะนั้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกอยู่ที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บอกเล่าระหว่างการชุมนุม #มอชองัดข้อเผด็จการ ซึ่งจัดขึ้นที่ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 เป็นช่วงที่การเคลื่อนไหวบนท้องถนนกำลังไต่ระดับสู่ช่วงขาขึ้น นอกจากการปราศรัยที่ถือเป็นการปรากฎตัวบนเวทีครั้งแรกของเมนูแล้ว ภาพถ่ายที่นักข่าวคนหนึ่งบันทึกภาพด้านหลังของเมนูในชุดนักเรียนผูกผมด้วยโบสีขาวชูสัญลักษณ์สามนิ้วด้วยมือข้างซ้ายโดยมีฉากหลังเป็นภาพผู้ชุมนุมจำนวนไม่น้อยร่วมกันชูสามนิ้วด้วยได้ ทำให้เมนูกลายบุคคลที่อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนรวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง
 
2348
 
หลังขึ้นปราศรัยที่ศาลาอ่างแก้วเมนูยังคงทำกิจกรรมและขึ้นเวทีการชุมนุมที่จัดในที่ต่างๆอย่างต่อเนื่อง เช่นที่กรุงเทพฯและหาดใหญ่ สงขลา ซึ่งการปราศรัยในการชุมนุมที่หาดใหญ่นี้เองที่เป็นเหตุให้เมนูถูกดำเนินคดีด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 แม้จะถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 แต่เมนูก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อไป และได้มาขึ้นเวทีในการชุมนุมเปิดตัวการเข้าชื่อประชาชนเพื่อยกเลิกมาตรา 112 ของคณะราษฎรยกเลิก 112 (ครย. 112) ในเดือนตุลาคม 2564 ด้วย ต่อมาเมื่อนักกิจกรรมกลุ่ม "ทะลุวัง" เริ่มทำกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นต่างๆ ในพื้นที่สาธารณะ เมนูก็ตัดสินใจมาร่วมเคลื่อนไหวด้วยจนเป็นเหตุให้ในวันที่ 22 เมษายน 2565 เธอต้องพบเจอกับประสบการณ์ถูกเจ้าหน้าที่ดักจับกุมกลางถนนเป็นครั้งแรกในชีวิตราวกับเธอเป็นอาชญากรตัวเอ้ที่กำลังหลบหนี
 

#มอชองัดข้อเผด็จการกับการขึ้นเวทีครั้งแรก

 

ตามคำบอกเล่าของเมนูในบทสัมภาษณ์ 'The Students Never Smile' ไม่อาจปรากฏรอยยิ้มในระบบการศึกษาบ้าอำนาจของ Way magazine ต่อมาถูกปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ ผู้มีมลทินมัวหมอง เมนูเล่าว่า เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อเป็นตำรวจ เริ่มสนใจประเด็นทางสังคมการเมืองมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562 หลังจากที่เธอได้เห็นแฮชแทกต่างๆ เช่น เสือดำ นาฬิกายืมเพื่อน และ ป่ารอยต่อ เธอจะนำแฮชแทกเหล่านั้นไปหาข้อมูลเพิ่มเติม โดยในช่วงแรกๆ การหาข้อมูลของเธอก็เป็นไปเพื่อดับความกระหายใคร่รู้ของตัวเองเท่านั้น ยังไม่ได้คิดที่จะออกมาเคลื่อนไหวหรือทำกิจกรรม  อย่างไรก็ตามเมื่อเธอรู้เรื่องราวต่างๆมากขึ้นเธอก็ตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหว
 
"ก่อนไปร่วมชุมนุมที่มช. เรายังไม่เคยไปร่วมชุมนุมมาก่อน ถึงจะสนใจติดตามการเมืองมาได้ระยะหนึ่งแล้ว คือต้องเข้าใจว่าตอนนั้นเราก็ยังเด็กแล้วม็อบส่วนใหญ่ก็จัดที่กรุงเทพฯก็คงเป็นเรื่องยากที่เราจะเดินทางมา ทีนี้พอเราติดตามข่าวสารมาได้พักใหญ่ๆเราก็ตัดสินใจทักไปที่เพจประชาคมมอชอว่า เราอยากไปม็อบแล้ว ช่วยจัดม็อบหน่อย ทางนั้นก็ตอบมาว่าเขากำลังจะจัดม็อบและเปิดรับสมัครทีมงานอยู่ เราก็เลยตัดสินใจสมัครไปเป็นทีมงานของเขาเลย"
 
"ทางทีมมช.เขาบอกมาว่าตำแหน่งที่เปิดรับก็มีพวกหน่วยพยาบาล หรือพิธีกร ซึ่งเราคิดว่าเราคงทำอย่างอื่นไม่ได้เลยตัดสินใจสมัครเป็นคนปราศรัย ตอนแรกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะปราศรัยเรื่องอะไร มาได้ประเด็นเอาก็ช่วงสองสามวันก่อนถึงวันที่จะมีม็อบ เราก็ตัดสินใจพูดเรื่องที่เราอึดอัดคือเรื่องระบบการศึกษาและสิทธิของเยาวชน เท่าที่จำได้วันนั้นไม่ได้พูดเรื่องสถาบันฯเลย"
 
ในการปราศรัยครั้งแรกนอกจากเรื่องความไม่ตอบโจทย์ของระบบการศึกษาไทยต่อความฝันหรือการประกอบอาชีพดังที่ยกมาข้างต้นแล้ว เมนูยังพูดถึงกรณีการจับกุมฮ็อคแฮกเกอร์ หนึ่งในแร็ปเปอร์ที่ร้องเพลงประเทศกูมีซึ่งถูกจับกุมตัวเพราะร่วมการชุมนุม Free Youth เยาวชนปลดแอกในเดือนกรกฎาคม 2563 ด้วย 
 

จากนครพิงค์สู่งเมืองกรุงกับแรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้น

 
หลังเปิดตัวในฐานะผู้ปราศรัยเป็นครั้งแรกในการชุมนุมที่เชียงใหม่จนเป็นที่รู้จักของสาธารณชน เมนูเริ่มเดินทางไปร่วมการชุมนุมที่กรุงเทพฯ เวลาที่มีการชุมนุมครั้งสำคัญหรือการชุมนุมใหญ่เช่น วันที่ 5 กันยายน 2563 ซึ่งกลุ่มนักเรียนเลวจัดการชุมนุม #หนูรู้หนูมันเลว ที่กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพูดถึงปัญหาในระบบการศึกษาไทย เมนูได้ขึ้นปราศรัยด้วยโดยเธอตอนหนึ่งได้ตั้งคำถามถึงความไม่เป็นประชาธิปไตยในโรงเรียนที่นักเรียนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาที่จะใช้อยู่ร่วมกันภายในโรงเรียน รวมถึงตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้อำนาจของครูในโรงเรียน
 
2352
 
"กฎระเบียบมีไว้เพื่อเป็นข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันในสังคม แต่เรานักเรียนที่ใช้กฎระเบียบไม่เคยมีสิทธิตั้งกฎในโรงเรียนเลย และในปัจจุบันมีหลายๆอย่าง ที่กฎระเบียบค่อนข้างล้าสมัยสำหรับสมัยนี้ และผู้ใหญ่ก็ไม่มีเหตุผลมากพอที่จะตอบพวกเราว่าตั้ง [กฎระเบียบเหล่านั้น] มาทำไม"
 
"ครูบางท่านใช้อำนาจเพื่อกฎขี่นักเรียน เพื่อสร้างฐานอำนาจนิยม เพื่อเอาคความกดขี่ที่ตนเองเคยได้รับมาใช้กับนักเรียนทุกคน มันไม่ใช่เรื่องที่คนมีวุฒิภาวะควรทำค่ะ"     
 
จากนั้นในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีการชุมนุมใหญ่ เมนูก็ขึ้นปราศรัยด้วย "ม็อบวันที่ 14 ตุลาฯที่บ้านเราไม่ให้ไป จะยังไงหล่ะ ก็หนีสิ วันนั้นที่บ้านไปส่งเราที่โรงเรียน พอเขาส่งเสร็จปุ๊บเราก็ออกมาจากโรงเรียนตรงไปสนามบิน โผล่มาอีกทีก็กรุงเทพเลย"
 
"พอไปถึงเขา (ฝ่ายประสานงาน) ก็เอาเราไปอยู่ที่รถเวทีที่เป็นหกล้อแต่ไม่ได้ขึ้นไปยืนปราศรัยกับเขาด้วย บนรถที่เราอยู่น่าจะมีครูใหญ่ [อรรถพล บัวพัฒน์] พี่ฟอร์ด [ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี] พี่มายด์ [ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล]แล้วก็อาสมยศ [สมยศ พฤกษาเกษมสุข] ที่ยืนพูดบนรถแห่ เราก็งงเหมือนกันว่าทำไมวันนั้นเขาไม่ให้เราเดินไปทำเนียบทั้งๆที่เราเดินได้"
 
"ความรู้สึกวันนั้นคืออิ่มเอมหัวใจมาก ระหว่างอยู่ที่รถเวทีเราได้เห็นคนที่ทำงานเบื้องหลัง ทำงานกันเต็มที่ด้วยอุดมการณ์ของพวกเขา เราได้เห็นคนหลากหลายทั้งนักเรียน ทั้งคนมีอายุ ทุกคนโบกไม้โบกมือให้เรา เราได้แต่คิดว่ามีคนคิดเหมือนเรา ออกมาสู้กับเราเยอะเลย เลยรู้สึกว่าที่เรากำลังสู้มันก็คุ้มแล้ว"
 
"เรามีโอกาสขึ้นปราศรัยตอนช่วงค่ำหลังจากไปตั้งเวทีที่หน้าทำเนียบฯ สิ่งที่เราปราศรัยวันนั้นมันเหมือนกับเราสาบานกับตัวเองมากกว่าว่า เราในฐานะเยาวชนรู้แล้วว่าสิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาหลายๆอย่างมันคืออะไรและเราจะสู้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง บนเวทีวันนั้นเรายังตัดผมของตัวเองด้วย บางคนอาจจะคิดว่ามัน (การตัดผม) ก็เป็นแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เล็กๆ แต่สำหรับคนที่มีความเชื่ออย่างเราการตัดผมมันเหมือนกับการปักหมุด การสาบานกับตัวเองว่าเราจะทำอะไรบางอย่างอย่างจริงจัง"
 
หลังไปร่วมชุมนุมวันที่ 14 ตุลาคม 2563 เมนูเคยให้ข้อมูลกับ The Standard มีเจ้าหน้าที่ส่งกำลังไปเฝ้าที่บ้านและตามหาเธอที่โรงเรียน เธอจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่กลับบ้าน พร้อมระบุว่าเธอเป็นกังวลห่วงพ่อแม่ซึ่งกำลังถูกกดดัน 
 
"อาจจะเป็นเพราะพ่อเราเป็นตำรวจประกอบกับสิ่งที่เราพูดมันยังไม่ได้แรงมาก ช่วงนั้น (ปี 2563) เราเลยไม่ได้เจอการคุกคามกดดันกับตัว แต่เป็นทางพ่อเรามากกว่าที่มีเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆมาพูดทำนองว่า ให้ดูแลลูกให้ดีแล้วก็มีคนมากบอกพ่อเราว่า เราไปปราศรัยเรื่องอะไรมาบ้าง"
 
ดูเหมือนว่าบทบาทของเมนูที่มากขึ้น รวมถึงการมาปรากฎตัวในการชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯจะทำให้แรงเสียดทานเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
 

คำปราศรัยเปลี่ยนชีวิตที่หาดใหญ่

 
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เมนูตอบรับคำเชิญจากกลุ่มราษฎรใต้ ที่เชิญให้เธอลงไปปราศรัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในวันนั้นนอกจากเมนูแล้วทางกลุ่มราษฎรใต้ยังเชิญผู้ปราศรัยจากนอกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนจากเครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย, ไอลอว์และเฟมินิสต์ปลดแอกไปร่วมปราศรัยด้วย
 
แม้ในช่วงเวลาที่มีการชุมนุม สภาพอากาศที่ลานหอนาฬิกาหาดใหญ่จะเย็นสบายและชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน ทว่าบรรยากาศของการชุมนุมกลับคุกรุ่นตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อมีกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ที่ไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุมราษฎรใต้มาตั้งเวทีปราศรัยประชันพร้อมเปิดเพลงหนักแผ่นดินโดยหันลำโพงขนาดใหญ่มาทางเวทีผู้ชุมนุมราษฎร สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมากั้นแผงเหล็กที่ลานหอนาฬิกาและตรึงกำลังอยู่ระหว่างผู้ชุมนุมทั้งสองกลุ่มเพื่อป้องกันการปะทะ ด้วยฝนที่ตกลงมาประกอบถูกเปิดเพลง "หนักแผ่นดิน" กลบ การปราศรัยของผู้ชุมนุมราษฎรใต้รวมทั้งเมนู จึงแทบจับใจความไม่ได้ 
 
2349
 
2350
 
ทว่าหลังจากนั้นในเดือนสิงหาคม 2564 เมนูก็ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีมาตรา 112 ที่สภ.หาดใหญ่ในเดือนกันยายน 2564 ซึ่งเป็นเวลาหลังการชุมนุมราวเก้าเดือน  เมนูไปรายงานตัวกับพนักงานสอบสวนตามนัด ต่อมาเดือนมีนาคม 2565 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องเมนูในความผิดตามมาตรา 112 โดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุถึงถ้อยคำที่อัยการใช้เป็นเหตุในการดำเนินคดีตอนหนึ่งว่า 
 
"ถ้อยคำที่จําเลยปราศรัยนั้นทำให้ผู้ชุมนุมจํานวนหลายคนเข้าใจว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นพระมหากษัตริย์ที่ไม่ดี ไม่มีพระปรีชาสามารถ ไม่เห็นหัวประชาชน มีการแก้กฎหมายทําให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กลายเป็นทรัพย์สินของในหลวงแต่พระองค์เดียว ทําให้ทรัพย์สินที่เป็นของประชาชนกลายเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ เอาเงินภาษีมาเป็นของพระองค์ ทรัพย์สินและเงินภาษีดังกล่าวไม่ได้นํามาใช้พัฒนาประเทศ แต่ได้นําไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนพระองค์ นําไปซื้อเครื่องบินและจัดงานศพให้สุนัขทรงเลี้ยง และศาสตร์ของพระราชาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เป็นเรื่องหลอกลวง ไม่มีประโยชน์ ไร้สาระ ไม่มีความจําเป็นที่จะมีเนื้อหาในหนังสือเรียน" 
 
เมนูบอกว่า "ม็อบที่หาดใหญ่เราไปพูดประเด็นกฎหมายเรื่องทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ฉบับใหม่ ที่เรามองว่ามีเนื้อหาเป็นการขยายพระราชอำนาจ ซึ่งเอาจริงๆวันนั้นเราไม่ได้คิดว่าเราปราศรัยแรงเลย จะมีอยู่ตอนหนึ่งที่เราโมโหแล้วก็ปราศรัยด่าตำรวจไปเพราะตอนนั้นมีเหตุการณ์ที่พี่ฝ่ายเราคนหนึ่งเข้าไปเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองเพราะก่อนหน้านั้นมีเหตุชุลมุนแล้วผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองทำท่าจะทำร้ายเพื่อนเราแต่ตำรวจดูนิ่งเฉยแล้วก็เหมือนจะปกป้องพวกเสื้อเหลืองมากกว่า เราเลยด่าตำรวจไปว่าจะทำดีเท่าไหร่ยศมึงก็ไม่สูงเท่าหมาหรอก"
 
"หลังม็อบหาดใหญ่พอเรากลับบ้านพ่อก็บ่นว่าเอาอีกแล้ว แต่ก็ยังไม่อะไร มาเป็นเรื่องตอนหมายมาที่บ้านนั่นแหละ" 
 
"วันที่หมาย 112 มาบ้านเป็นวันเกิดน้องเราแล้วจากนั้นอีกสองวันจะเป็นวันเกิดเรา พูดได้ว่าไทม์มิ่งแย่มาก ตลกมาก พ่อเราเรียกเราไปคุยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด บอกว่าโดน 112 นะ พ่อไปปรึกษาคนนั้นคนนี้ ปรึกษาทนาย แล้วก็มีคนบอกพ่อให้มาบอกเราทำนองว่าให้ยอมๆไป เราก็แบบกูไม่ผิด มาบอกให้ยอมได้ไง"
 
"ช่วงแรกๆที่โดนหมายความสัมพันธ์ในครอบครัวแย่มาก ทุกคนแพนิกกันหมด เราก็สัมผัสได้ถึงความเป็นห่วง กลัวว่าเราจะติดคุก แต่ขณะเดียวกันเราก็สัผัสได้ถึงความขลาดกลัวของคนที่ถูกสอนให้อยู่กับระบบอย่าไปหือไปอือหรืออ้าปากพูดเวลามีเรื่องไม่ถูกต้อง การโดน 112 เป็นหมุดหมายที่ทำให้เราตัดสินใจได้เรื่องครอบครัว เราคิดว่าเราไม่สนใจเรื่องความอบอุ่นในครอบครัวอะไรแล้ว เรามีเพื่อน มีแฟนที่พร้อมจะประคับประคองจิตใจของเรา"
 

การเดินทางบทใหม่ในขบวน "ทะลุวัง"

 
เพจเฟซบุ๊ก "ทะลุวัง" เปิดขึ้นอย่างเป็นทางการเมืองวันที่ 28 มกราคม 2565 จากนั้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวังประกาศทำกิจกรรมสำรวจความคิดเห็นประชาชนทำนองว่า คิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนหรือไม่ โดยนักกิจกรรมของกลุ่มสองคนถือแผ่นกระดาษขนาดใหญ่ไปยืนและเดินให้คนที่มาห้างสยามพารากอนในวันดังกล่าวร่วมทำกิจกรรมโดยนำสติกเกอร์สีมาติดใต้ข้อความ เดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยมีคนทำกิจกรรมลักษณะนี้มาบ้างในพื้นที่การชุมนุมแต่สิ่งที่ทำให้ทะลุวังมีความต่างออกไปจากการทำโพลครั้งก่อนๆอยู่ที่ประเด็นที่เลือกมาถามจะแวดล้อมอยู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งหมด และพื้นที่ทำโพลก็ไม่ใช่พื้นที่การชุมนุมแต่เป็นพื้นที่สาธารณะที่คนใช้ชีวิตตามปกติ เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือสถานีรถไฟฟ้า
 
เมนูซึ่งย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพเพื่อศึกษาต่อในปี 2565 ก็ตัดสินใจเข้าร่วมกลุ่มทะลุวังด้วย
 
"เราเข้ามาอยู่กับกลุ่มทะลุวังในช่วงที่มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศที่อดีตสมาชิกบางคนมีส่วนเกี่ยวข้องแล้วมีสมาชิกกลุ่มอีกส่วนหนึ่งมาขอคำปรึกษาจากเรา หลังจากอดีตสมาชิกคนที่ประเด็นออกจากกลุ่มไปเราเห็นว่ากลุ่มทะลุวังมีจุดยืนทั้งเรื่องความเท่าเทียมทางเพศและประเด็นการตีแผ่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันฯไปในแนวทางเดียวกับเรา เราก็ตัดสินใจเข้าร่วม"
 
"หลังมาเข้าร่วมตัวเราเองเคยไปร่วมเดินทำโพลประมาณสองถึงสามครั้งแต่ส่วนใหญ่เราจะทำงานข้อมูลเป็นหลัก"
 
"ก่อนมาเข้าร่วมกับทะลุวังเราเองได้ประเมินความเสี่ยงไว้แล้วและทางทีมทะลุวังเองก็มีการประเมินความเสี่ยงในการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งและเราก็เลือกทำเฉพาะสิ่งที่เราคิดว่าพอรับผลกระทบหรือความเสี่ยงได้"
 
เมนูให้สัมภาษณ์เรื่องการเข้าร่วมงานกับกลุ่มทะลุวังในวันที่ 21 เมษายน 2565 หนึ่งวันก่อนที่เธอและเพื่อนกลุ่มทะลุวังจะถูกเจ้าหน้าที่แสดงหมายจับและทำการจับกุมตัวระหว่างเดินทางไปต่างจังหวัดในวันที่ 22 เมษายน 2565
 

ราคาของความฝัน

 
แม้เมนูจะเคยถูกดำเนินคดีมาตรา 112 มาครั้งหนึ่งแล้วจากการขึ้นปราศรัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ครั้งนั้นเธอเพียงแต่ถูกออกหมายเรียก และเมื่อไปรายงานตัวตามนัดพนักงานสอบสวนก็ปล่อยตัวเธอโดยไม่มีการฝากขัง ต่อมาเมื่ออัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีดังกล่าวในเดือนมีนาคม 2565 ศาลจังหวัดสงขลาก็อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยหลักประกัน 150,000 บาทโดยไม่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม แต่อาจเป็นเพราะเมนูตัดสินใจเคลื่อนไหวในประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างต่อเนื่องร่วมกับกลุ่มกิจกรรมที่เกิดขึ้นใหม่และถูกจับตาอย่างใกล้ชิดโดยฝ่ายความมั่นคงอย่างกลุ่มทะลุวัง ในที่สุดเมนูก็ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 อีกหนึ่งคดี
 
ในครั้งนี้ตำรวจใช้วิธีออกหมายจับและทำการจับกุมเธอกับเพื่อนจากบนท้องถนนคล้ายเป็นการส่งสัญญาณว่า จากนี้ผลกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของเธอจะทวีความรุนแรงขึ้น หนึ่งวันก่อนถูกจับกุม เมนูยอมรับว่าสิ่งที่เธอและเพื่อนร่วมคนอื่นกำลังสู้อยู่ดูจะต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงแสนแพงแต่ถึงกระนั้นเธอก็คิดว่ามันคุ้มที่จะสู้
 
"หลังเราถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ครอบครัวเราโดยเฉพาะพ่อต้องเผชิญความกดดันที่หนักหน่วงขึ้น มีสันติบาลมาถามลักษณะกดดันว่า พ่อเราอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวของเราไหมและบอกให้มาปรามเรา นอกจากนั้นก็มีทหารมาบอกพ่อเราทำนองว่ากูจับตาดูลูกมึงอยู่ ถ้าลูกมึงพลาดเข้าคุกแน่ แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวสำหรับเรามันพังไปแล้ว การกดดันที่เกิดขึ้นยังไงก็ไม่กระทบกับเรา"
 
"เรายอมรับว่าสิ่งที่เราและอีกหลายๆคนกำลังสู้มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูง ซึ่งคงไม่แปลกเพราะเรากำลังสู้อยู่กับฝ่ายที่มีทั้งกองกำลัง เงิน และทรัพยากรอื่นๆ ประกอบกับสังคมไทยก็หล่อหลอมให้เรามีจิตสำนึกแบบไพร่ทาส และข้อเรียกร้องของเรามันก็เพดานสูงมาก การที่คนคนหนึ่งจะลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจรัฐมันจึงมีราคาแพงและบางครั้งก็ยังถูกคนที่เราคิดว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันโจมตี แต่เราก็ยังเชื่อว่าถ้าสุดท้ายมันเกิดความเปลี่ยนแปลงได้มันก็คุ้มที่จะจ่ายไปและถ้าถึงวันนั้นเราคงร้องไห้ด้วยความดีใจ"
 
"ถ้าย้อนกลับไปหาตัวเองในวันปราศรัยที่มช.ได้ เราคงบอกตัวเองในวันนั้นว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว แม้มันจะเป็นการเริ่มต้นที่เกิดจากอีโมชันและความเจ็บปวดจากระบบการศึกษา แต่มันก็เป็นเริ่มต้นจากความคิดที่บริสุทธิ์และความคิดบวกและความเชื่อว่าเราเปลี่ยนแปลงได้ ทว่าพอเวลาผ่านไปอยู่ในสนามนานขึ้นเราได้เห็นปรากฎการณ์การอุ้มฆ่า การละเมิดสิทธิที่ร้ายแรง ความรู้สึกบริสุทธิ์ที่เราเคยเชื่อว่าทุกคนอยู่ร่วมกันได้มันก็ค่อยๆหายไป เราอยู่กับความระแวงว่าจะถูกกระทำด้วยความรุนแรงในวันใดวันหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังจะสู้ต่อและอยากบอกเมนูในวันนั้นว่า ทำได้ดีแล้ว ตัวเราในวันนั้นคือสิ่งที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้"
 
2351 เครดิต : ประชาไท
 
 
"ถ้าถามว่าหากย้อนกลับไปเราเลือกไปอยู่ฝ่ายพยาบาลหรือฝ่ายอื่นแทนการขึ้นปราศรัยที่อ่างแก้วแล้วชะตาชีวิตเราจะแตกต่างไปจากวันนี้ไหม เราคิดว่าคงไม่ เพราะถ้าเราเลือกอย่างอื่น (ที่ไม่ใช่การปราศรัย) มันคงเป็นการเลือกที่ไม่ใช่ตัวเรา และตัวเราเองก็อยากจะจัดม็อบอยู่แล้ว แม้วันนั้นเราจะทำหน้าที่อื่นที่ไม่ใช่ปราศรัยแต่เราก็เชื่อว่าสุดท้ายเราก็คงต้องหาโอกาสปราศรัยอยู่ดี"
 
"สำหรับเรื่องอนาคตและความฝันของเรา ถึงเราจะเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่เราก็ไม่ทิ้งความฝันของตัวเองโดยเฉพาะการเป็นนักพัฒนาเกม ตอนนี้เราเรียนด้านคอมพิวเตอร์และอีสปอร์ตที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และเราเองก็หาโอกาลงแข่งเกมตามโอกาส ระหว่างทางเราก็พบว่านักพัฒนาเกมหลายคนก็มีจุดยืนทางการเมืองคล้ายๆกับเรา เพื่อนๆและอาจารย์สาขาเราหลายคนก็ให้กำลังใจถึงขั้นมีเพื่อนคนหนึ่งมาขอจับคู่ทำงานกับเราเพื่อช่วยเราทำงานให้เราได้มีโอกาสไปเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งเขาเห็นด้วยแต่ไม่สามารถทำได้แทนเขา สิ่งที่ได้พบระหว่างทางเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราอบอุ่น ทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีคนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ"