รุ่งศิลา : บทกวีหลังกรงขัง

 

"รุ่งศิลา" เป็นนามปากกาของสิรภพ จำเลยคดี 112 เขาเป็นกวีที่มีเว็บบล็อกและเฟซบุ๊กที่เขียนบทความและบทกลอนเกี่ยวกับการเมือง
 
 
เดือนมิถุนายน 2557 สิรภพถูกควบคุมตัวโดยทหารขณะกำลังเดินทางผ่านจังหวัดกาฬสินธุ์ไปยังจังหวัดอุดรธานี ในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเรียกให้ไปรายงานตัวของ คสช. หลังจากนั้น เขาถูกเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) อายัดตัวไปสอบสวนต่อในข้อหาหมิ่นประมาทพระกษัตริย์ฯ ต่อมาเขาถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 จากการเขียนบทความและบทกลอนลงบล็อกจำนวน 3 ชิ้น ซึ่งถือเป็นความผิดรวม 3 กรรม
 
 
ก่อนถูกส่งตัวไปฝากขังเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2557 ทำให้เขาถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นมา นับรวมถึงปัจจุบันเป็นเวลา 4 ปี 4 เดือน 7 วัน หรือ 1591 วัน
 
 
คดีนี้ อัยการทหารได้มีการสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 และศาลทหารนัดถามคำให้การตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 โดยจำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาสี่ปีแล้ว คดีสืบพยานโจทก์ไปได้ทั้งหมดเพียง 3 ปาก โดยฝ่ายโจทก์มีการระบุพยานที่จะสืบจำนวนทั้งหมด 10 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยจะสืบทั้งหมด 3 ปาก
 

อีกทั้ง อัยการทหารยังแถลงขอให้ศาลพิจารณาเป็นการลับ เนื่องจากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งอาจกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร ซึ่งศาลทหารก็ได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับโดยตลอด ผู้สังเกตการณ์คดีโดยทั่วไปไม่สามารถเข้าฟังการพิจารณาได้
 
 
อลอว์นำบทความและกวีของ "รุ่งศิลา" มาเผยแพร่ เนื้อความอันหนักแน่นไปด้วยเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ ถ้อยแถลงของบรรดานักคิด-นักเขียนทางการเมือง ประกอบขึ้นเป็นเรื่องราวบอกเล่าความคิด ความเชื่อของเขาที่มีต่อประชาธิปไตยและเสรีภาพ 
 
 
-1-
 
*ราษฎรผู้ไม่เชื่อฟัง*
 
บทความ รุ่งศิลา
 
 
บอกผู้คนต่อๆกันไปด้วยว่า...พวกเขา...ต้องหยุด มีคุณอีกนับเป็นพันๆคน ทุกๆวันจำนวนของคุณเพิ่มมากขึ้น  วันหนึ่ง...จะมีคุณนับจำนวนล้านล้าน และทุกคนพูดด้วยเสียที่เข้มแข็งเป็นหนึ่งเดียวกัน
 
 
“สิทธิขบถ”...ย่อมกระหึ่มทั่ว... “เมื่อใดที่ผู้ปกครองใช้อำนาจในการปกครองอย่างไม่สุจริต  อำนาจนั้นก็จะไม่มีความชอบธรรมอีกต่อไป ประชาชนก็มีสิทธิ์จะดื้อแพ่ง ต่อต้านอำนาจนั้น เพื่อล้มล้างอำนาจอันไม่ชอบธรรมนั้นลงได้ ถือว่าประชาชนมีสิทธิ์ในการกระทำเช่นนั้นได้อย่างสมบูรณ์”...จอห์น ล็อค นักปรัชญาการเมืองชาวอังกฤษ คศ.1632
 
 
การที่ผู้ถูกกดขี่ ลุกขึ้นแข็งข้อต่อต้าน อำนาจผู้เผด็จการ ลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจกดขี่ เป็นภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์อันมิอาจบ่ายเบี่ยง   ในสังคม...ตลอดประวัติศาสตร์และปัจจุบัน มนุษย์ชาติมิได้ถูกสร้างให้เกิดมามีจิตใจที่พร้อมจะยอมรับ อำนาจกดขี่ ข่มเหง รังแกใดๆ
    
 
“มนุษย์นั้นมีสิทธิที่จะถูกพรากไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น...ชีวิต-เสรีภาพ-และการแสวงหาความสุข ...เมื่อไดก็ตาม ที่ระบบของการปกครองกลายเป็นตัวทำลาย ซึ่งจุดหมายปลายทางดังกล่าว ก็ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างได้” ... คำประกาศอิสรภาพ จิตวิญญาณประชาธิปไตย ของสหรัฐอเมริกา โดย โทมัส เจฟเฟอร์สัน [Thomas Jefferson] ใน “ปฏิวัติอเมริกา”-American Revolution ปีคศ.1775
 
 
การปะทะกันระหว่างความขัดแย้งของเก่ากับใหม่ คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ อีกทั้งการต่อสู้บนแนวทางอหิงสาเป็นเพียงความฝัน สำหรับสมรภูมิที่อีกฝ่ายไม่ยอมอหิงสาด้วย... .การต่อสู้ของประชาชนที่เริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ เข้ากระทำต่อชนชั้นปกครอง “เผด็จการ”ผู้กุมอำนาจรัฐ...และเมื่อคนของประชาชนคนหนึ่งล้มลง ประชาชนอีกหลายคนจะลุกขึ้นแทน...กงล้ออันทรงพลังของประวัติศาสตร์ไม่สามารถ และไม่ถูกบังคับให้หยุดได้... เมื่อผู้นำคนแล้วคนเล่าล้มลง เริ่มต้นจากคนน้อยขยายไปสู่คนจำนวนมาก... เสรีชนต่อสู้กับเผด็จการ
 
 
“เมื่อน้ำเสีย ปลาก็สำลัก... เมื่อรัฐบาลรุนแรง ประชาชนก็ขบถ”
 
 
จุดมุ่งหมายของกองทัพ ทหารควรมีไว้เพื่อต่อสู้อริราชศัตรู ป้องกันประเทศมีไว้เพื่อระงับความรุนแรง มิใช่สร้างความรุนแรงหรือทำการก่อกบฏปฏิวัติรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองของประชาชน การฉีกกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆของบ้านเมือง โดย “คณะทหารกบฏ” ผู้ยึดอำนาจสำเร็จ หัวหน้ากบฏ ถือเป็น... “รัฏฐาธิปัตย์”เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดที่จะทำอะไรก็ได้ ใช้อำนาจอธิปไตยโดยสิทธิ์ขาดของตนแต่ผู้เดียว
 
 
“รัฏฐาธิปัตย์” เป็นอันตราย เพราะอำนาจอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน... เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนดี จะตรวจสอบได้อย่างไร คานอำนาจได้อย่างไร... รัฏฐาธิปัตย์ สามารถพัฒนาตัวมันไปสู่ความเป็นเผด็จการเต็มตัว  แนวคิดความหมายของคำนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ยุคสมัยที่จอมเผด็จการนาชี อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ [Adolf Hitler]ผู้นำเยอรมัน ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่2 WWⅡเล็กน้อย โดย “เนติบริกร”ผู้ตระบัดสัตย์ต่อจรรยาบรรณวิชาชีพอธิบายสร้างความชอบธรรมให้แก่ ฮิตเลอร์ ในการควบอำนาจปกครองรัฐเยอรมนี  ไว้กับตนแต่เพียงผู้เดียว ในเชิงนิติปรัชญาตามระบบกฎหมาย ลายลักษณ์อักษร [Civil Law]ว่า...
 
 
“ถ้าใครมีอำนาจสูงสุดในบ้านเมือง คนนั้นก็ต้องเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย”
 
 
เผด็จการ “รัฏฐาธิปัตย์”ที่กุมอำนาจรัฐ มีกฎหมาย,กองทหาร ที่ติดอาวุธพร้อมสรรพและคุกตะราง...ปฏิเสธการดำรงอยู่แห่งสิทธิมนุษยชน ควบคุมความคิดของคนในสังคม ตั้งแต่การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิด,จำกัดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร กล่อมเกลาความคิด ด้วยการสร้างคำอธิบาย ชวนเชื่อที่ประดิษฐ์รู้เพิ่มขึ้นมากมาย,ปฏิเสธการปรับตัวในการเผชิญทัศนะที่แตกต่าง
 
 
“การควบคุมความทรงจำของสังคมโดยรัฐเผด็จการ” ... George Orwell-ยอร์จ ออร์เวลล์ นักเขียนชื่อดัง สะท้อนไว้ในนิยาย “1984” ถึงการที่เผด็จการ Big Brother “ผู้ใหญ่” ลบความทรงจำของสมาชิกสังคมที่มีเกี่ยวกับอดีต ทำให้มีชีวิตอยู่แต่กับปัจจุบัน จึงไม่มีโอกาสจดจำความผิดพลาดเลวร้ายของผู้มีอำนาจได้
 
 
“ความกลัวคุก เป็นตัวขัดขวางสำคัญยิ่งในการต่อสู้  นักเคลื่อนไหวที่มีประสบการณ์โดดเด่นหลายคนได้ท้าทายตำรวจ, ศาล และคุก อย่างมีนัยยะสำคัญคือ มลทิน ที่เกิดกับผู้ต้องโทษได้มลายไป  จากการรณรงค์ ท้าทายอำนาจรัฐ...  การติดคุกเป็นเครื่องหมายของเกียรติยศ”...Nelson Mandela - เนลสัน แมนเดลา
 
 
บางคนใช้ชีวิตไปจนตายโดยไม่รู้ เส้นทางที่ถูกต้อง  พวกเขาล่องลอยไปตามกระแสสมและไม่รู้ว่า...  แท้จริงแล้วตัวเองกำลังไปทางไหน นั้นเป็นชะตากรรมของคนส่วนใหญ่...จงบอกผู้คนทั้งหลาย ซึ่งมีชีวิตที่แตกต่าง ให้รับรู้ในเส้นทางของหน้าที่ ความเสียสละ เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อๆไป บอกพวกเขาตรงไปตามทางนั้นโดยปราศจากข้อสงสัย
 
 
“ถ้ากองทัพ ปฏิวัติวันนี้ พรุ่งนี้อาจมีดอกไม้ แต่...มะรืนต้องเจอกับสงครามแน่นอน”
 วาทะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำรัฐประหาร กันยายน,2549
 
 

-2-

 *ผู้ชนะกลับกลายสภาพเป็นโจร*

เราคือประชาชน นี่คือแผ่นดินของเรา
                                               
บทความ รุ่งศิลา
 
"แม้การยึดอำนาจแต่ละครั้ง จะอ้างว่า ทำเพื่อความยุติธรรมในสังคม แต่ผู้ที่เข้ามาสู่อำนาจถ้าไม่โสโครกมาก่อน หากในเวลาอันไม่ช้า อำนาจที่ตนได้รับมาก็พาใจให้ตนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความโลภ ความโกรธ ความหลงจนยากที่จะลงจากหลังเสือ ที่ตนหาญขึ้นไปขี่ จนกว่าจะถูกสลัดหรือเขี่ยให้ตกลงมาโดยคนอื่น คณะอื่น หรือถูกหักหลังโดยพวกตัวเอง"
 

 

                            …"จนกว่าเราจะพบกัน”...ของ ศรีบูรพา
 

“ระบบประชาธิปไตย” เป็นระบบที่ยอมรับความแตกต่าง คิดต่าง แล้วต่อสู้กันด้วยเหตุผล การเสนอความเห็นหรือ แนวคิดอุดมการณ์ออกมา บนเวทีสาธารณะ ชูแนวทาง นโยบายให้ประชาชนส่วนใหญ่ พิจารณาตัดสิน สุดท้ายประชาชนจะตอบสนองอย่างไร ขึ้นอยู่กับการเลือกตั้ง
 

“ประชาธิปไตย” ไม่ใช่ระบอบการปกครองที่ดีที่สุด และไม่อาจแก้ปัญหาได้โดยพลันทันใจ ดังเช่นวิธีการของ “เผด็จการอำนาจ” หากแต่เป็นระบอบที่เกื้อกูลความเป็นมนุษย์ มากที่สุด
 

“ประชาธิปไตย” อธิบายว่า ตัวเราเป็นเจ้าของร่างกาย และจิตวิญญาณของเรา ดังนั้นการก้าวล่วงกล้ำเกิน ถือว่าล่วงล้ำสิทธิขั้นพื้นฐาน...ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่บอกว่า มนุษย์มีตัวตน หาใช่ ทาส, ไพร่ ที่ปราศจากการระบุถึง ระบอบปกครองแต่โบราณ มิได้ทำให้ตระหนักในคุณค่า ว่า ทุกวัน คือ “มนุษย์” หากแต่เป็นแค่เพียง “สิ่งของเครื่องใช้” เท่านั้น
 
“ประชาธิปไตย” บอกว่าเราต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนถกเถียง แสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่...” เผด็จการอำนาจนิยม” บอก ทุกคนโปรดทราบ...ห้ามเถียง...ให้เชื่อ...โปรดฟังอีกครั้ง
 

“ประชาธิปไตย” บอกว่า แผ่นดินนี้เป็นของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
French Revolution - การปฏิวัติฝรั่งเศส...นำไปสู่การอธิบายว่า
"เราคือประชาชน, นี่คือแผ่นดินของเรา”
 
 
คณะทหาร...เข้ามารัฐประหารยึดอำนาจบ้านเมือง เพื่อสถาปนา ประชาธิปไตยแบบของเขา การนำเสนอ...ให้ปรับประชาธิปไตยเข้ากับสภาพของไทย เป็นวาทกรรมประดิษฐ์ของฝ่ายทหาร หรือ นักร่างรัฐธรรมนูญของทหารซึ่งเป็นข้ออ้างเพื่อรักษา “ระบอบเผด็จการ”คงไว้, ที่ผ่านมาทหารขึ้นมาเป็นผู้อำนาจสัญลักษณ์ตัวแทนของระบอบเก่า ซึ่งมักใช้ข้ออ้างว่า... “ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ปกป้องความมั่นคงของชาติ”
 
 
“ประชาธิปไตยแบบไทย” คือประดิษฐกรรมภาษา ซึ่งระบอบ “เผด็จการทหาร” สร้างขึ้นแล้ว โฆษณาชวนชื่อ ยัดเยียดชุดความคิดให้เราจดจำไว้... มันคือชุดคำอธิบาย จากยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร ที่เป็นวาทกรรม ของผู้นำอนุรักษ์อำนาจนิยม ผู้ได้ประโยชน์..., แต่กรรมตกเป็นของ ประชาชน
 
 
สิทธิของคนในฐานะพลเมืองถูกพรากไปโดยน้ำมือของรัฐ และโดยอาศัยกฎหมายของรัฐ...เสรีภาพ และ สิทธิมนุษยชน ถูกละเมิดอย่างเลวร้าย
 
 
 
“ชนะเป็นเจ้า, แพ้เป็นโจร”...ที่แล้วมาการรัฐประหารทุกครั้ง ผู้ชนะกลับกลายสภาพเป็นโจรได้โดยง่ายเช่น  หลัง พ.ศ.2490... กลุ่มบ้านราชครู ตระกูล ชุณหะวัน รวมทั้ง เขย [พล.ต.เผ่า ศรียานนท์] และบริวารที่ใกล้ชิด ร่ำรวย ขึ้นอย่างมหาศาล,...หลัง พ.ศ.2500...กลุ่มตระกูลธนะรัชต์,กิตติขจรและ จารุเสถียรก็รวยขึ้น และกุมอำนาจทางการเมืองยิ่งกว่ากลุ่มราชครู
 
 
หัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจ การปกครองได้อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ แล้ว สถาปนา”รัฏฐาธิปัตย์” ซึ่งคนเพียง ผู้เดียวที่ต้องรับบทแสดง2บทบาท ในเวลาเดียวกันคือเป็นทั้ง... หัวหน้าคณะรัฐประหาร[ตัวจริง] และนายกรัฐมนตรี นับแต่...
 
 
จอมพล ป.พิบูลสงคราม  พ.ศ.2490
จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์   พ.ศ.2501
จอมพล ถนอม กิตติขจร   พ.ศ.2506
พลเอก  สุจินดา คราประยูร พ.ศ.2535
และ อาจรวมถึง หัวหน้าคณะรัฐประหารล่าสุด พ.ศ.2557
 
 
กองทัพเตรียมการไว้ให้รัฏฐาธิปัตย์ และหมู่บริวารอย่างแข็งขัน เพื่อวันที่ ปลดเกษียณ ปล่อยมือจาก...... คณะรักษาความสงบแห่งชาติ... ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล...โดยอภินิหาร ทางกฎหมาย ของรัฐธรรมนูญในอุดมคติ จากฝีมือของ คณะเนติบริกร ที่รับใช้เผด็จการตลอดมา
 
 
ข้ารัฐการ ไร้ความกล้าหาญทางจริยธรรม กระทำการกันไปอย่างปราศจากความละอายใดๆ อ้างถึงการเข้ารับตำแหน่งต่างๆว่า เพื่อรับใช้ชาติบ้านเมือง ทั้งที่เป็นการยอบตัวรับใช้ เผด็จการอำนาจ โดยเห็นแก่ตัวรอด  มินำพากับหลักสิทธิเสรีภาพ หรือสิทธิมนุษยชน
 
 
การยึดอำนาจของทหารแต่ละครั้ง แสดงให้เห็นชัดเจนว่า “ทหารเป็นรัฐภายในรัฐ” พร้อมเสมอที่จะฉีกรัฐธรรมนูญทั้ง, จะไล่รัฐบาลออก,จะยุบสภา,จะโยกย้ายข้าราชการ ก็ย่อมทำได้ทั้งสิ้น  ต้องยอมรับความจริงว่าทหารมีหน้าที่ป้องกันประเทศ มิได้มีหน้าที่บริหารประเทศและร่างกฏหมาย ทหารต้องรักษาวินัยอยู่ในกรมกอง ไม่ใช่หน้าที่มายึดอำนาจรัฐบาลจากประชาชน แล้วเพิ่มงบประมาณกองทัพ เพื่อจัดชื้ออาวุธ... เพื่อเอาไปรบกับใคร... [นอกจากความสามารถในการฆ่าฟันประชาชนของตัวเอง ดังที่แล้วมา]
 
 
การใช้ "กระบวนการรัฐประหาร” มาแก้ปัญหาทางการเมือง เป็นสิ่งที่นอกเหนือจะเหตุและผล ฉะนั้น... การตอบโต้การรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับประกันได้ว่า จะเป็นไปด้วย “กระบวนการของเหตุและผล” เพราะการใช้กำลังอาวุธเข้ายึดอำนาจ ไม่ใช่หลักกฏหมาย ไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ผล..,ภารกิจต่างๆที่เผด็จการสั่ง ซ้ายหัน ขวาหัน อย่างไรก็ได้.., ต้องมี “ผู้กล้าท้าทายอำนาจ” อันไม่ชอบธรรมไว้บ้าง อย่ายอมสยบอย่างเชื่องๆตามๆกันไป แม้จะถูกขู่เข็ญด้วยกฎหมายอันร้ายแรง,จะถูกทำลายล้างอย่างใดก็ตาม จากพฤติกรรมนอกกฎหมาย
 
 
ขบวนการปลดปล่อยแห่งชาติ ที่มีพลัง เกิดจากการที่ประชาชนทนระบอบเก่าไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ทนต่อระบอบเผด็จการอำนาจที่เป็นอยู่ไม่ได้
 
 
ท้ายสุด... ด้วยคำกล่าวของ Aleksandr Ivanovich Herzen
 
 
“We think we are the doctors, we are the disease”

 

บางคนบางพวก เข้าใจนึกคิดเอาเองว่าตนเป็น “แพทย์” มาเยียวยารักษาโรคภัยไข้เจ็บของสังคม...โดยหาสำเหนียกไม่ว่า ที่แท้จริง เป็นเพียง “เชื้อโรค” ร้าย