ธันวาคม 2559 : จับ-ถอนประกันคดี 112 ไผ่ ดาวดิน เหตุ "เย้ยหยันอำนาจรัฐ" – คดีฉีกบัตรประชามติต้องนอนคุกเพราะศาลยื้อประกัน – จับแฮกเกอร์วัย 19 เซ่นข้อมูลรัฐรั่ว

 

ช่วงเวลา ยอดรวมตั้งแต่รัฐประหาร 
31ธันวาคม
2559
ยอดรวมเฉพาะเดือนธันวาคม
2559
คนถูกเรียกรายงานตัว 922 -
คนถูกจับกุมคุมขัง
จากการชุมนุมโดยสงบ
589 1
คนถูกดำเนินคดีที่ศาลทหาร 299 -
คนถูกดำเนินคดีที่ศาลพลเรือน 89 1
คนถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท
พระมหากษัตริย์ฯ (ม.112)
90 -
จำนวนคนที่ถูกคุมขังด้วยคดีตามมาตรา 112 ทั้งที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว
และที่ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี 
ในเดือนธันวาคม 2559
51

 

 

จับ-ถอนประกันคดี 112 ไผ่ ดาวดิน เหตุ "เย้ยหยันอำนาจรัฐ" – คดีฉีกบัตรประชามติต้องนอนคุกเพราะศาลยื้อประกัน – จับแฮกเกอร์วัย 19 เซ่นข้อมูลรัฐรั่ว

 

585 ธันวาคม 2559 : จับ-ถอนประกันคดี 112 ไผ่ ดาวดิน เหตุ "เย้ยหยันอำนาจรัฐ" – คดีฉีกบัตรประชามติต้องนอนคุกเพราะศาลยื้อประกัน – จับแฮก

 

ความเคลื่อนไหวคดีเสรีภาพการแสดงออกส่งท้ายปี 2559 นี้เรียกได้ว่า เข้มข้นกันตั้งแต่ต้นเดือนเลยทีเดียว หลังตำรวจเข้าจับกุมจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ "ไผ่ ดาวดิน" ในความผิดหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ และสร้างปมปัญหามากขึ้นหลังศาลเพิกถอนประกันตัว จากการที่โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กที่ศาลดูแล้ว เห็นว่า ไผ่กำลังเย้ยหยันอำนาจรัฐ ในส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกช่วงก่อนประชามติ มาถึงเดือนนี้ศาลประทับรับฟ้องคดีประชามติสองคดีด้วยกัน คือ คดีของปิยรัฐที่ฉีกบัตรลงคะแนน และคดีที่กลุ่มนปช.แถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกง 

 

ในส่วนของคำพิพากษาคดีในเดือนนี้ ก็มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายต่อเสรีภาพการแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษายกฟ้องคดีสามคดี และคำพิพากษาว่า การแสดงออกเหล่านั้นมีความผิดอีกสามคดี อีกกรณีสำคัญที่น่าจับตาอันเป็นความเคลื่อนไหวที่สืบเนื่องจากการที่สนช.ผ่านร่างแก้ไขพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คือการเจาะระบบเว็บไซต์ของรัฐและนำข้อมูลมาเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์ รวมถึงการจับกุมแฮกเกอร์ที่วัย 19 ปีที่คาดว่าจะเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลจากเว็บไซต์ของรัฐ

 

ความเคลื่อนไหวคดี 112

 

การจับกุมจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ "ไผ่ ดาวดิน" ในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2559 เป็นคดี 112 คดีแรกเท่าที่ทราบ หลังการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 10 กรณีนี้สืบเนื่องจากการที่ จตุภัทร์ แชร์บทความพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากสำนักข่าวบีบีซีไทยบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมทั้งคัดลอกข้อความบางส่วนของบทความดังกล่าวมาใส่ประกอบโพสต์ที่แชร์มา โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุรายละเอียดข้อกล่าวหาว่า จตุภัทร์ กระทำผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาและมาตรา 14(3) ของพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ศาลจังหวัดขอนแก่นให้ประกันตัวจตุภัทร์ในวันรุ่งขึ้น

 

ดูเหมือนว่า สถานการณ์คดี 112 ของจตุภัทร์จะคลี่คลาย แต่เพียงไม่นานพนักงานสอบสวนก็ยื่นคำร้องขอเพิกถอนการประกันตัว  เนื่องจากจุตภัทร์โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กว่า "เศรษฐกิจมันแย่ แม่งเอาแต่เงินประกัน" ต่อมาในวันที่ 22 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดขอนแก่นไต่สวนคำร้องเป็นการลับ ก่อนจะสั่งให้ถอนการประกันตัว ให้เหตุผลว่า หลังศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว จตุภัทร์ไม่ได้ลบโพสต์อันเป็นเหตุแห่งคดีออกและมีพฤติการณ์เย้ยหยันอำนาจรัฐ ต่อมาทนายความของจตุภัทร์ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกหลายครั้ง แต่ศาลก็ไม่เปลี่ยนแปลงคำสั่ง ทำให้จตุภัทร์ต้องจำคุกระหว่างการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ตั้งแต่นั้นมา

 

สำหรับบทความที่เป็นเหตุแห่งคดีนี้เป็นบทความเรื่อง พระราชประวัติรัชกาลที่ 10 ที่บีบีซีไทยโพสต์ลงบนเฟซบุ๊กเพจ บีบีซีไทย มีผู้กดไลค์ราว 20,000 ไลค์และแชร์ออกไปมากกว่า 2,000 ครั้ง ภายหลังกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคมได้ปิดกั้นการเข้าถึงบทความแล้ว

 

ส่วนความคืบหน้าคดี 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ของพัฒน์นรี หรือ "แม่จ่านิว" วันที่ 14 ธันวาคม 2559 ศาลทหารกรุงเทพนัดถามคำให้การพัฒน์นรี ต่อมาอัยการอ่านคำฟ้องและถามคำให้การ พัฒน์นรีให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดีต่อไป โดยคดีนี้อัยการขออนุญาตต่อศาลให้พิจารณาคดีเป็นการลับด้วย / คดี 112 อีกหนึ่งคดีที่น่าติดตามคือ คดีของสราวุธิ์  ช่างตัดแว่นในจังหวัดเชียงราย วันที่ 29 ธันวาคม 2559 อัยการทหารสั่งฟ้องในข้อหามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ภาพพระฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 บนเฟซบุ๊กส่วนตัว สราวุธิ์ ให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้โพสต์ตามคำฟ้องและขอสู้คดีต่อไป

 

นอกจากนี้ ในเดือนธันวาคม มีคำพิพากษาคดีมาตรา 112 อีกหนึ่งคดี คือ คดีของที่ศาลจังหวัดสกลนคร วันที่ 20 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดพิพากษายกฟ้องชายชาวภูเก็ตรายหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดจริง จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย โดยอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และขอให้ยังคุมขังจำเลยไว้ระหว่างรอการอุทธรณ์

 

ความเคลื่อนไหวคดีที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพการแสดงออกอื่นๆ

 

คดีเสรีภาพการแสดงออกที่น่าจับตาในเดือนนี้ คือ คดีการละเมิด พ.ร.บ.ประชามติฯ โดยในวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดพระโขนงรับฟ้องคดีที่ปิยรัฐ หรือ โตโต้ นายกสมาคมเพื่อเพื่อนและเพื่อนอีกสองคน ฉีกบัตรลงประชามติและถ่ายคลิปโพสต์บนเฟซบุ๊ก ต่อมาทั้งสามคนถูกจับและดำเนินคดีฐานฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติฯ ในวันที่ส่งฟ้องคดีนี้ต่อศาลทนายความยื่นประกันตัว โดยใช้ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยสองคนคือ บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รายหนึ่ง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวระบุเหตุผลว่า อาจารย์ไม่ใช่ญาติพี่น้องและไม่ใช่นายจ้างของผู้ต้องหา จำเลยทั้งสามคนจึงถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

 

ในวันถัดมา บุญเลิศยื่นขอประกันตัวอีกครั้ง คราวนี้ใช้หลักทรัพย์ประกันตัวเป็นเงินสดคนละ 200,000 บาท ศาลเห็นว่า บุญเลิศ ผู้ร้องขอประกันตัวเป็นอาจารย์มีความสัมพันธ์กับจำเลย จึงถือได้ว่ามีส่วนได้เสีย อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสามคนได้

 

ต่อเนื่องกับกรณีประชามติ คือ คดีของ 19 นปช.ที่ถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งที่ 3/2558 ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จากการจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว โดยวันที่ 16 ธันวาคม 2559 อัยการศาลทหารกรุงเทพสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 19 คน สำหรับการต่อสู้คดีในชั้นศาล ทีมทนายมีแนวทางว่าการแถลงข่าวเปิดศูนย์ปราบโกงไม่ใช่การมั่วสุมชุมนุมทางการเมือง แต่เป็นการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองดีเท่านั้น เพียงแต่ผู้มีอำนาจมองว่า เป็นการมั่วสุม 

 

อย่างไรก็ดี ในเดือนสุดท้ายของปี 2559 นี้ยังมีคำพิพากษาคดีเสรีภาพการแสดงออกอีกห้าคดี เริ่มต้นที่ข่าวดีของนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง กำพล ที่ถูกฟ้องข้อหาพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และหมิ่นประมาทนักวิจัยขี้เถ้าถ่านหิน ศาลอุทธรณ์ได้อ่านคำพิพากษายกฟ้อง ชี้ว่า การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า กำพล มีความผิดให้จำคุกหนึ่งปีและปรับ 40,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษหนึ่งปี

 

และคดีของฐิตารีย์ แปะโพสต์อิทบนสกายวอล์คเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัวแปดแอดมินที่ถูกจับไป ในคดีนี้โจทก์ฟ้องร้องฐิตารีย์ในความผิดตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ แต่ศาลแขวงพระนครใต้พิเคราะห์แล้วว่า การกระทำของฐิตารีย์ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดของพ.ร.บ.ความสะอาดฯ ทั้งการแปะโพสต์อิทไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า แต่เป็นการแสดงสิทธิทางการเมือง ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

 

อีกสามคดีนั้น ศาลตัดสินว่า จำเลยมีความผิดทั้งสิ้น คือ คดีหมิ่นประมาทคนตาย ของธนพร ที่วิจารณ์กรณี เฮลิคอปเตอร์กองทัพบกตก คดีนี้ศาลอาญารัชดาเห็นว่า ธนพรมีความผิดฐานหมิ่นประมาท พิพากษาจำคุกสองปี ปรับหนึ่งแสนบาท รอการลงโทษไว้เป็นเวลาสองปี ต่อมาคือ คดีของอภิชาต ที่ชูป้าย 'ไม่รับอำนาจเถื่อนคัดค้านการรัฐประหาร ในความผิดฐานขัดประกาศคสช. ที่ 7/2557 ศาลแขวงปทุมวันพิพากษาให้จำคุกสองเดือน และปรับ 6,000 บาท แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี

 

อีกคดีคือ กรณีที่อานนท์ นำภา จัดการกิจกรรมยืนเฉยๆ เมื่อเดือนเมษายน 2559  เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวแปดแอดมินเพจ "เรารักพล.อ.ประยุทธ์" ศาลแขวงดุสิตพิพากษาว่า อานนท์มีความผิดตามพ.ร.บ.ชุมนุมฯ ฐานเป็นผู้จัดการชุมนุมแต่ไม่แจ้งการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ในเวลาที่กำหนด ลงโทษปรับ 1,000 บาท

 

กระแสค้าน #พรบคอม ท่วมท้น ทหารบุกจับแฮกเกอร์ตั้งข้อหาหนัก

 

วันที่ 16 ธันวาคม 2559 สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาผ่านร่างแก้ไขฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในวาระสองและสาม ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นหลายวัน มีกระแสบนโลกออนไลน์คัดค้านกฎหมายฉบับนี้อย่างกว้างขวาง และมีคนร่วมลงชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org เพื่อให้หยุดการพิจารณากฎหมายฉบับนี้กว่า 300,000 คน เพราะเป็นห่วงว่ากฎหมายฉบับนี้จะเปิดช่องให้รัฐมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล และปิดกั้นการแสดงออกบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น  หลังกฎหมายผ่าน สนช. เฟซบุ๊กเพจ พลเมืองต่อต้าน Single Gateway ประกาศสงครามไซเบอร์และโจมตีเว็บไซต์รัฐบาลหลายแห่ง เช่น กรมศุลกากร, กรมการเงินทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย, กรมทางหลวงชนบท กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฯลฯ

 

ต่อมา วันที่ 26 ธันวาคม 2559 พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ได้แถลงข่าวจับกุมผู้ที่คาดว่ามีส่วนร่วมในการเจาะระบบเว็บไซต์ของรัฐบาลรายแรก คือ ณัฐดนัย อายุ 19 ปี โดยระบุว่า ณัฐดนัยเป็นผู้ส่งต่อข้อมูลการเจาะระบบไปให้ผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กชื่อ “พลเมืองต่อต้าน ซิงเกิล เกตเวย์” ก่อนที่ผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กจะนำไปเผยแพร่ต่อ การจับกุมณัฐดนัยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2559 ทหารได้เข้าค้นบ้านพักของณัฐดนัยพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดี เช่น อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หนังสือเรื่อง “Network security ฉบับก้าวสู่นักทดสอบและป้องกันการเจาะระบบ” นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืน กระสุนและกัญชาอัดแห้ง ก่อนที่ทหารจะนำตัวไปควบคุมที่ มทบ.11 เป็นเวลา 7 วัน ก่อนส่งตัวให้ตำรวจ

 

ณัฐดนัยถูกกล่าวหาในความผิดฐานอั้งยี่ ตามมาตรา 209 ของประมวลกฎหมายอาญา, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ โดยเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559 เจ้าหน้าที่พาณัฐดนัยไปฝากขังผลัดแรกที่ศาลอาญารัชดา หลังจากนั้นครอบครัวของณัฐดนัยจึงยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นโฉนดที่ดินราคาประเมิน 400,000 บาท แต่ศาลยกคำร้องเนื่องจากเป็นคดีที่มีลักษณะเป็นขบวนการก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง

 

วันที่ 30 ธันวาคม 2559 พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตำรวจได้กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีแฮกเกอร์อีกสามรายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ซึ่งทั้งสามคนถูกตั้งข้อกล่าวหาคล้ายคลึงกับณัฐดนัยฐานอั้งยี่และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยศาลอนุมัติออกหมายจับแล้ว หลังจากนี้จะมีการสืบสวนสอบขยายผลต่อไป อย่างไรก็ตาม ภายหลังการจับกุมเหล่าแฮกเกอร์ เพจต้นทางอย่าง“พลเมืองต่อต้าน ซิงเกิล เกตเวย์” ยังคงโพสต์ข้อความและข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า มีการเจาะระบบเว็บไซต์ของรัฐอย่างต่อเนื่อง

 

ประเภทรายงาน: